
ปราบทุจริตหยุดการเมืองวุ่นวาย
จอห์น มอเรล เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโสจากศูนย์เพื่อธุรกิจเอกชนนานาชาติ (ซีไอพีอี) แสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า แม้วิกฤตความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบันจะมีทีท่าผ่อนคลายลง แต่หากในอนาคตเกิดวิกฤตขึ้นมาอีกครั้ง เหตุผลของการประท้วงขับไล่รัฐบาลคงไม่แตกต่างจากในปัจจุบันมากนัก นั่นคือ การกล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริต
จอห์น มอเรล เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโสจากศูนย์เพื่อธุรกิจเอกชนนานาชาติ (ซีไอพีอี) แสดงความเห็นผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า แม้วิกฤตความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบันจะมีทีท่าผ่อนคลายลง แต่หากในอนาคตเกิดวิกฤตขึ้นมาอีกครั้ง เหตุผลของการประท้วงขับไล่รัฐบาลคงไม่แตกต่างจากในปัจจุบันมากนัก นั่นคือ การกล่าวหาว่ารัฐบาลทุจริต
เรียกได้ว่า ตราบใดที่ยังมีการทุจริตอยู่ในประเทศไทย ตราบนั้นไทยย่อมมีโอกาสเกิดความตึงเครียดทางการเมืองในรูปแบบเดียวกันนี้อีกในอนาคต
ก่อนหน้านี้ ประเด็นการทุจริตของรัฐบาลมักถูกใช้เพื่อลดความชอบธรรมในการบริหารงานแผ่นดินที่ใช้ได้ผลเสมอ ทั้งการทำรัฐประหารปี 2006 การที่ศาลฎีกาตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยในปี 2008 ล้วนอ้างเหตุผลว่ารัฐบาลทุจริตทั้งสิ้น เช่นเดียวกันกับการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การทุจริตยังไม่ได้จำกัดแค่ในวงแคบๆ อย่างกระบวนการเลือกตั้ง หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงเท่านั้น ทว่าการทุจริตในไทยยังขยายวงกว้างและหยั่งรากลึกจนกลายเป็นชีวิตประจำวันของคนไทยทั่วไป รวมถึงในภาคธุรกิจด้วย
มอเรล ระบุต่อไปว่า ปัญหาการทุจริตไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย โดยดัชนีการทุจริตของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า อันดับการทุจริตไทยแย่เพิ่มขึ้นทุกปี จากอันดับที่ 60 ในปี 1998 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 53 ในปี 2005 ที่ 50 ในปี 2009 และล่าสุดที่ 46 ในปี 2012 ท่ามกลางวังวนความวุ่นวายทางการเมืองไทยที่ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการชุมนุมของประชาชนจำนวนมหาศาล และภาวะสุญญากาศทางการเมือง
เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโสจากซีไอพีอีจึงเสนอว่าทางที่จะหยุดวังวนทางการเมืองนี้ได้ คือ การที่ไทยต้องหันมาปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง และกระบวนการดังกล่าวต้องเป็นกระบวนการที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องเน้นการปราบปรามท่อน้ำเลี้ยงของการทุจริตด้วยการปฏิรูปการทุจริตธุรกิจเอกชนเช่นกัน
ทั้งนี้ ในปัจจุบันซีไอพีอีได้ร่วมกับสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างธุรกิจไทยกับต่างชาติ ในการต่อต้านการติดสินบนและการกำกับดูแลองค์กร ซึ่งบรรดาบริษัทที่เข้าร่วมได้ให้คำมั่นร่วมกันว่าจะป้องกันการทุจริตทั้งจากพนักงาน หุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือแม้แต่ผู้จัดซื้อจัดจ้าง
มอเรล ทิ้งท้ายไว้ว่า การปราบปรามการทุจริตในระยะยาวต้องอาศัยนโยบายจากภาครัฐ แต่ความเคลื่อนไหวของบรรดาธุรกิจนี้ก็เป็นการสนับสนุนการปราบปรามการทุจริตครั้งสำคัญเช่นกัน







