posttoday
2ยักษ์เอเชียลุยศก.ซบจ่องัดแผนอัดฉีดสู้

2ยักษ์เอเชียลุยศก.ซบจ่องัดแผนอัดฉีดสู้

02 เมษายน 2557

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ถือเป็นการตอกย้ำชัดเจนแล้วว่า ขณะนี้ 2 มหาอำนาจเอเชียอย่าง “จีน” กับ “ญี่ปุ่น” กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเล่นงานเข้าอย่างจัง หลังจากที่เมื่อวานนี้ดัชนีภาคอุตสาหกรรมทั้งสองประเทศในเดือน มี.ค. ยังคงแสดงตัวเลขออกมาได้อย่างน่าผิดหวัง

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของจีน ซึ่งจัดทำโดยธนาคารเอชเอสบีซี เผยว่า ภาคการผลิตแดนมังกรเดือนที่แล้วหดตัวลงมาอยู่ในจุดต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ที่ 48 จุด จากเดิมในเดือน ก.พ. ที่ 48.5 จุด นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันเลยทีเดียว

ขณะที่ดัชนีพีเอ็มไอของญี่ปุ่นซึ่งจัดทำโดยมาร์กิตและเจเอ็มเอ็มเอ ระบุว่า ภาคการผลิตแดนปลาดิบหดตัวลงมาอยู่ที่ 53.9 จุด จากเดิมในเดือน ก.พ. ที่ 55.5 จุด

จากตัวเลขภาคการผลิตที่ออกมาอย่างน่าผิดหวัง กอปรกับดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ภาคการส่งออก ผลผลิตอุตสาหกรรมและดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจที่แสดงผลออกมาไม่เป็นไปตามเป้า ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักพากันออกมาฟันธงว่า ทั้งจีนและญี่ปุ่นน่าจะต้องเร่งงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกใหม่ออกมาในเร็ววันนี้ เพื่อค้ำยันไม่ให้การเติบโตของประเทศต้องชะลอตัวมากไปกว่านี้อย่างแน่นอน

เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณจากรัฐบาลของสองประเทศแล้วว่าจะงัดเครื่องมือทางเศรษฐกิจออกมาช่วยพยุงภาวะการชะลอตัวในปัจจุบัน

โดยเฉพาะกรณีของญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่าจะเกิดขึ้นภายในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ เนื่องจากแดนปลาดิบจำเป็นต้องหาเครื่องมือมารองรับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ไปอยู่ที่ 8% จากเดิมที่ 5% ซึ่งเริ่มต้นบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา

เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เศรษฐกิจแดนซามูไรอาจเสี่ยงถึงขั้นถอยหลังเข้าสู่ภาวะถดถอยได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ที่จะมาถึงนี้

แม้ว่าผลจากการโหมกระหน่ำใช้มาตรการอัดฉีดทั้งทางการเงินและการคลัง หรือที่เรียกว่า “อาเบะโนมิกส์” จะช่วยทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริษัทเอกชนที่ได้รับผลกำไรมหาศาลจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทั่วไปจะเข้าถึงอานิสงส์จากการอัดฉีดดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เนื่องจากรายได้ที่แท้จริงของคนทั่วไปแทบจะไม่ขยับขึ้นเลย ดังนั้น การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในประเทศจึงไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่รัฐบาลคาดหวังเอาไว้ ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาคการบริโภคไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยดูได้จากดัชนีการใช้ภาคครัวเรือนในเดือน ก.พ. ที่หดตัวถึง 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ฉะนั้น การปรับขึ้นภาษีแวตของรัฐบาลญี่ปุ่นโดยไร้ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จึงอาจกลายเป็นฝันร้ายของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเลยทีเดียว เพราะจะยิ่งทำให้ประชาชนไม่กล้าควักเงินในกระเป๋าออกมาจับจ่ายใช้สอยกัน

นับเป็นการเสี่ยงที่จะฉุดให้เศรษฐกิจแดนปลาดิบถอยหลังเข้าไปสู่ภาวะถดถอย เหมือนที่เกิดขึ้นในปี 1997 ซึ่ง ณ เวลานั้นญี่ปุ่นต้องเผชิญทั้งการปรับขึ้นภาษีแวต ปัญหาฟองสบู่แตก และผลกระทบจากวิกฤตการเงินในเอเชียพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น ออกมาเปิดเผยกับบลูมเบิร์กเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลจะเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐให้เพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ โดยงบที่จะอัดฉีดลงมาจะคิดเป็นสัดส่วนของ 40% ของงบประมาณของปีหน้าเลยทีเดียว

ขณะที่อาเบะก็เคยออกมาให้คำมั่นสัญญาว่าเตรียมที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่อีกกว่า 5 ล้านล้านเยน (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) มาใช้เพื่อค้ำยันภาวะเศรษฐกิจที่ส่อแววว่าจะชะลอตัวลง และรัฐบาลแดนซามูไรก็พร้อมที่จะงัดมาตรการกระตุ้นเพิ่มอีกเช่นกัน หากว่าการขึ้นภาษีแวตส่งผลเลวร้ายกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้

ไม่เพียงแต่การอัดฉีดทางการคลังเท่านั้นที่จะถูกงัดออกมาใช้ในเร็ววันนี้ แต่ยังรวมถึงการอัดฉีดผ่านทางนโยบายการเงินด้วย โดยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า 73% เชื่อว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) น่าจะออกมาตรการอัดฉีดทางการเงินเพิ่มเติมราวเดือน ก.ย.นี้ เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและรองรับผลกระทบจากการขึ้นภาษีแวต

ทั้งนี้ บีโอเจถือว่ามีภารกิจหลักในการดันเงินเฟ้อของประเทศให้เป็นไปตามเป้าที่รัฐบาลได้ตั้งเอาไว้ที่ 2% เพราะปัจจุบันแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศจะขยายตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 แล้ว โดยเดือน ก.พ.อยู่ที่ 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้ยังห่างไกลจากเป้าที่วางไว้ว่า ซ้ำร้ายเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมานี้ ก็เป็นผลมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้มาจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ฉะนั้น แบงก์ชาติแดนปลาดิบจึงต้องเร่งงัดมาตรการต่างๆ ออกมาโหมกระตุ้นอย่างแน่นอน

ส่วนในฟากของจีน ก็คาดว่าจะต้องออกมาตรการกระตุ้นอย่างหนึ่งอย่างใดออกมาในเร็ววันนี้เช่นกัน เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีนก็เพิ่งออกมาส่งสัญญาณสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั่วโลก โดยระบุเป็นนัยๆ ว่ารัฐบาลพร้อมจะเข้าประคับประคองเศรษฐกิจหากมีความจำเป็น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจีนยังให้คำมั่นว่าจะเร่งรัดการเดินหน้าแผนการใช้จ่ายและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไป

นับเป็นการตอกย้ำท่าทีของรัฐบาลจีนในปัจจุบันที่จะประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ไม่ให้ชะลอตัวมากเกินไป หลังจากก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีจีนได้ประกาศจะเร่งรัดแผนการลงทุนต่างๆ ที่ตัดสินใจไปแล้ว เพื่อรักษาระดับการเติบโตของประเทศและกระตุ้นการบริโภคภายใน

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้มีขึ้นท่ามกลางความหวาดวิตกกังวลว่าจีนอาจเผชิญกับภาวะผันผวนอย่างหนัก เพราะปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณว่ารัฐบาลมังกรอาจยอมปล่อยให้เศรษฐกิจชะลอตัวต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 7.5% ในปีนี้ ขณะเดียวกันจีนก็เริ่มหันมายอมปล่อยให้ผลิตภัณฑ์การเงินบางชนิดกลายเป็นหนี้เน่าไป เพื่อเปิดทางให้แผนการปฏิรูปเศรษฐกิจไปสู่การพึ่งพาการบริโภคและให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทมากขึ้นได้เดินหน้าต่อ

ผลจากการที่ทั้งสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเอเชียมีแววว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเพื่อค้ำยันไม่ให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวไปกว่านี้ คาดว่าจะทำให้บรรดาประเทศอื่นๆ ในเอเชียได้รับผลดีตามไปด้วย โดยเฉพาะภาคการส่งออก

เนื่องจากทั้ง “จีน” และ “ญี่ปุ่น” คือประเทศคู่ค้าหลักสำคัญของหลายชาติ และเป็นประเทศที่นำเข้ารายใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบและโภคภัณฑ์ต่างๆ

ดังนั้น การลุยกระตุ้นของเจ้าแห่งจอมยุทธ์จีนและซามูไรญี่ปุ่น จึงน่าจะเข้ามาช่วยกระเตื้องการบริโภคและการลงทุนในประเทศตนเองให้เพิ่มขึ้น และนั่นย่อมทำให้คำสั่งซื้อสินค้า เช่น สินค้าโภคภัณฑ์วัตถุดิบต่างๆ จากต่างชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเหล่านี้ ก็คือ กลุ่มประเทศในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย

โดยเฉพาะของไทยที่ขณะนี้กำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจภายในชะลอตัวอย่างหนักจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้ความหวังจากการส่งออกจึงเป็นความหวังหลักหนึ่งเดียวของไทยในเวลานี้

ถึงกระนั้น แม้ว่าการกระตุ้นของ “จีน” กับ “ญี่ปุ่น” จะเป็นโอกาสที่ดีต่อเศรษฐกิจของไทยและชาติอื่นๆ ในเอเชีย แต่ก็ใช่ว่าจะไปฝากผีฝากไข้ไว้กับปัจจัยดังกล่าวเสียทั้งหมด

เพราะการกระตุ้นที่คาดว่าจะออกมานั้นคงไม่ใช่การกระตุ้นล็อตใหญ่เหมือนในอดีต แต่จะเป็นการกระตุ้นที่มุ่งเน้นวัตถุประสงค์ระยะสั้น โดยเฉพาะการประคองทิศทางเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวมากเกินไปเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน