
ปฏิรูปภาษีลดเหลื่อมล้ำรายได้
นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2504 จนถึงปัจจุบัน แม้จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตจนอัตราส่วนความยากจนสัมบูรณ์ลดลง จากคนจน 22.1 ล้านคน ในปี 2531 เหลือเพียง 5.1 ล้านคน ในปี 2553 แต่ประโยชน์ส่วนใหญ่ยังคงตกอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ โดยกลุ่มคนรวยที่สุด 10% เป็นเจ้าของรายได้ถึง 38.41% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุดมีรายได้เพียง 1.69% เท่านั้น
นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2504 จนถึงปัจจุบัน แม้จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตจนอัตราส่วนความยากจนสัมบูรณ์ลดลง จากคนจน 22.1 ล้านคน ในปี 2531 เหลือเพียง 5.1 ล้านคน ในปี 2553 แต่ประโยชน์ส่วนใหญ่ยังคงตกอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ โดยกลุ่มคนรวยที่สุด 10% เป็นเจ้าของรายได้ถึง 38.41% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุดมีรายได้เพียง 1.69% เท่านั้น
การพัฒนาเศรษฐกิจที่ขาดการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังและนโยบายภาษีเข้ามามีบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำ
ปัณณ์ อนันอภิบุตร เศรษฐกรชำนาญการ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้จัดทำข้อเสนอเรื่องการปฏิรูประบบภาษีเพื่อสังคมไทยเสมอหน้าในปี 2555 ซึ่งแม้ขณะนี้จะเข้าสู่ปี 2557 แล้ว แต่ปัณณ์มองว่าข้อเสนอที่ทำไว้ยังคงใช้ได้ เพราะสถานการณ์การกระจายรายได้ของเมืองไทยยังคงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
สำหรับข้อเสนอการปฏิรูปภาษี แบ่งเป็น 4 เรื่องสำคัญ ประกอบด้วย 1.การปฏิรูประบบการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เนื่องจากโครงการที่ได้บีโอไอมักกระจุกตัวทั้งในเชิงพื้นที่และในเชิงขนาด ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ไปปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งประเทศ
นอกจากนี้ ประเภทกิจการที่ให้บีโอไอยังมีการขยายกิจการตลอดมา โดยไม่ปรากฏว่าประเภทกิจการที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ นั้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างไร
ปัณณ์ ระบุว่า การส่งเสริมการลงทุนมีลักษณะเป็นระบบการให้สิทธิประโยชน์ที่เลือกปฏิบัติ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่กิจการกลุ่มหนึ่ง แต่กิจการอีกกลุ่มหนึ่งต้องเข้ามารับภาระแทน จึงซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ เพราะเท่ากับผลักภาระภาษีไปยังกิจการทั่วไปที่ไม่ได้บีโอไอ ซึ่งมักเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
ปัณณ์ เสนอว่า รัฐบาลควรชั่งน้ำหนักระหว่างระบบภาษีที่ซับซ้อน มีการให้สิทธิพิเศษต่างๆ และกิจการจำนวนน้อยได้ประโยชน์ กับระบบภาษีที่เรียบง่ายอัตราต่ำ ทุกกิจการได้ประโยชน์ และหากต้องการจะให้การสนับสนุนกิจการใดเป็นการเฉพาะ ก็ควรจำกัดประเภทกิจการที่ให้การส่งเสริม ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศและมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญมากๆ เท่านั้น
2.การปรับปรุงการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากการลดหย่อนและยกเว้นภาษีหลายมาตรการ เป็นการที่ผู้มีรายได้น้อยอุดหนุนผู้มีรายได้สูง เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีรายได้สูงใช้เป็นช่องทางเลี่ยงภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งขัดกับหลักความเป็นธรรม อีกทั้งขัดกับหลักการของค่าลดหย่อนที่ประสงค์ให้มีการหักลดหย่อนเพื่อบรรเทาภาระภาษีตามสถานภาพของผู้เสียภาษี
ยกตัวอย่างเช่น คนโสด 3 คน คนแรกมีเงินได้ปีละ 3.6 แสนบาท และใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนรายการเดียว คือ ค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ 3 หมื่นบาท เมื่อสิ้นปีจะมีภาระภาษี 1.2 หมื่นบาท
คนที่ 2 มีเงินได้ปีละ 3.6 แสนบาท และใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนหลายรายการ จนไม่มีภาระภาษีเลย และคนที่ 3 มีเงินได้ปีละ 1.2 ล้านบาท แต่วางแผนภาษีโดยใช้สิทธิหักค่าลดหย่อนเป็นจำนวนมากจนไม่มีภาระภาษีเลย
ด้วยเหตุนี้จึงควรมีการทบทวนรายการค่าลดหย่อนต่างๆ และการจะอนุญาตให้หักค่าลดหย่อนควรมีหลักการที่แน่นอนเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบภาษีเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มผู้มีรายได้สูงจนเกินสมควร
3.เสนอมาตรการเงินโอนแก้จนคนขยัน เนื่องจาก 10 ปีที่ผ่านมา รายจ่ายทางด้านสวัสดิการของรัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประการสำคัญคือการขาดฐานข้อมูลรายได้ประชากรทำให้รัฐจำต้องใช้นโยบายรายจ่ายด้านสวัสดิการแบบเหวี่ยงแห แทนที่จะตรวจสอบถึงความจำเป็นและความต้องการในด้านรายได้ของประชากร
ข้อเสนอมาตรการเงินโอนแก้จนคนขยันจึงเสนอให้จัดสวัสดิการของรัฐ โดยรวมระบบภาษีและระบบสวัสดิการเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นเครื่องมือในการระบุตัวผู้สมควรได้รับการช่วยเหลือ นั่นคือการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรายได้มาใช้ เพื่อโอนเงินสดไปยังกลุ่มบุคคลที่ยากจนและสมควรได้รับเงินช่วยเหลืออย่างแท้จริง มาตรการดังกล่าวจะช่วยวางระบบฐานข้อมูลและพัฒนากลไกในการนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี และให้ความช่วยเหลือเฉพาะแก่ผู้ที่เลือกทำงานเท่านั้น จึงจูงใจให้บุคคลพึ่งพาตนเองได้มากกว่าการตั้งตารอรับสวัสดิการอย่างเดียว
4.ภาษีทรัพย์สินกับข้อเสนอภาษีความมั่งคั่ง เน้นเรื่องการถือครองที่ดิน เพราะเมืองไทยมีการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินสูงมาก ยิ่งครัวเรือนมีรายได้สูงยิ่งถือครองที่ดินมาก แต่ระบบภาษีของไทยกลับมีโครงสร้างที่เอื้อต่อการถือครองทรัพย์สิน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคมในประเทศไทยจึงควรทำควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางด้านภาษีทรัพย์สิน







