
ปลดล็อกขอบีโอไอ6แสนล.
รัฐบาลรักษาการรื้อข้อห้าม ครม. ปลดล็อกตั้งบอร์ดบีโอไอตบเท้าอนุมัติลง 6 แสนล้าน
รัฐบาลรักษาการรื้อข้อห้าม ครม. ปลดล็อกตั้งบอร์ดบีโอไอตบเท้าอนุมัติลง 6 แสนล้าน
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอให้ ครม.พิจารณาแนวทางการแต่งตั้งคณะกรรมการในช่วงยุบสภา โดย ครม.มีมติเห็นชอบให้แก้ไขมติ ครม. เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2556 และ 11 ก.พ. 2557 ที่ห้ามมีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ว่างลงหลังการยุบสภา เพราะจะสร้างความผูกพันต่อ ครม.ชุดต่อไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (1) และ (3)
ทั้งนี้ ผลของการแก้ไขมติ ครม.ดังกล่าว ทำให้ ครม.มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่หมดวาระลงตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 เพื่อทำหน้าที่พิจารณาอนุมัติโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ค้างอยู่มากกว่า 6 แสนล้านบาท
“ถือเป็นข่าวดีด้านเศรษฐกิจของประเทศที่ ครม.จะสามารถแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอมาอนุมัติโครงการที่ค้างอยู่ได้” นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงหลังประชุม ครม.
นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม กล่าวใน ครม. ว่า การแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ จะต้องเสนอรายชื่อบอร์ดบีโอไอให้ ครม.อนุมัติโดยเร็วที่สุด ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดอื่นๆ นั้น สามารถเสนอแต่งตั้งได้เท่าที่จำเป็น
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) มีเจตนารมณ์ห้าม ครม.หรือรัฐมนตรีดำเนินงานหรือโครงการที่เป็นการกระทำเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ไม่ได้ห้ามการปฏิบัติงานในคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนั้นบอร์ดบีโอไอชุดใหม่จึงมีอำนาจในการอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนได้ตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 และการปฏิบัติงานของรัฐมนตรีถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในนามบอร์ดบีโอไอ ไม่ใช่ในฐานะ ครม. หรือรัฐมนตรี
นอกจากนี้ การแก้ไขมติ ครม. วันที่ 10 ธ.ค. 2556 และที่เกี่ยวข้อง ทำให้ ครม.มีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่ว่างอยู่ เช่น คณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) และคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย
นายชลิตรัตน์กล่าวว่า ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ณ สิ้นเดือนก.พ.2557 แบ่งเป็น 5 หมวดหลักได้แก่ หมวดบริการและสาธารณูปโภคจำนวน 120 โครงการ วงเงินลงทุน 250,000 ล้านบาท หมวดยานยนต์และผลิตภัณฑ์โลหะจำนวน 40 โครงการวงเงิน 100,000 ล้านบาท หมวดไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 12 โครงการวงเงิน 60,000 ล้านบาท หมวดเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปจำนวน 60 โครงการวงเงิน 50,000 ล้านบาท และโครงการย่อยอื่นๆ รวมประมาณ 100,000 ล้านบาท







