
สงครามวุฒิสภารอบใหม่
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ผ่านไปอย่างเรียบร้อยและสงบเกินคาดสำหรับการเลือกตั้ง สว.ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่มีแรงต่อต้านจากกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แม้แต่คนเดียว นอกจากการเดินรณรงค์ของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) แต่นั่นก็ไม่ได้มีผลต่อกระบวนการเลือกตั้ง สว.
ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยแบ่งเป็น 2 กระบวนการด้วยกัน ได้แก่ 1.หากว่าที่ สว.คนใดไม่ถูกร้องเรียน ทาง กกต.จะรับรองภายใน 7 วัน 2.หากว่าที่ สว.คนใดมีเรื่องที่ถูกร้องเรียน กกต.จะเร่งไต่สวนให้เสร็จภายใน 30 วัน แต่ถ้า กกต.ดำเนินการไม่ทันภายในเวลาดังกล่าวก็จะรับรองไปก่อนแล้วค่อยพิจารณาภายหลัง
จากนั้นเมื่อ กกต.ได้รับรอง สว.จนครบ 95% วุฒิสภาจะใช้โอกาสที่จะต้องเปิดการประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาการถอดถอน “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา ให้ สว.เลือกตั้งชุดใหม่ได้ใช้โอกาสนี้ทำการปฏิญาณตนเพื่อเข้ารับการเป็น สว.โดยสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญต่อไป
แต่ทว่าขั้นตอนดังกล่าวยังไม่น่าสนใจเท่ากับ “สงครามวุฒิสภารอบใหม่” ที่กำลังจะอุบัติขึ้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งเกี่ยวพันกับการเมืองนอกสภาและเป้าหมายการตั้งนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 ของกลุ่ม กปปส.ด้วย
สงครามที่ว่านั้นคือการชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาคนใหม่สำหรับสถานการณ์ของวุฒิสภาในขณะนี้ ท่าทีจากกลุ่ม สว.สายสรรหายอมรับสภาพแล้วว่าโครงสร้างวุฒิสภาชุดใหม่ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง สว.เลือกตั้งชุดใหม่กับ สว.สรรหาชุดปัจจุบันกำลังถูกปกครองด้วยอำนาจของพรรคการเมืองเสียงข้างมาก ถึงจะมี สว.ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับรัฐบาลเข้ามาในสภาได้บ้างก็ตาม แต่ในส่วนของ สว.สรรหาเองก็ไม่ได้มีความเป็นเอกภาพมากนัก ดูได้จากตัวเลขของการเลือกประธานวุฒิสภาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2555 สว.สายเลือกตั้งสามารถจับกับกลุ่ม สว.สรรหาบางส่วนรวมกันได้ถึง 77 คน จนช่วยให้ “นิคม” ขึ้นมาเป็นประธานวุฒิสภา ขณะที่ สว.สายสรรหา และ สว.สายเลือกตั้งที่เป็นขั้วตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยที่สนับสนุน “พิเชต สุนทรพิพิธ” สว.สรรหา เป็นประธานวุฒิสภา มีเพียง 69 คนเท่านั้น
ตัวเลข 69 เสียงมีความเป็นไปได้ที่จะลดลงอีก เนื่องจาก สว.สรรหาบางส่วนอาจถูกดูดไปร่วมกับฝ่ายการเมือง ด้วยสภาพเช่นนี้ทำให้มีเปอร์เซ็นต์สูงที่ตำแหน่งประธานวุฒิสภาจะตกเป็นของ สว.ฝ่ายเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ตัวแทนที่ฝ่ายเลือกตั้งเตรียมส่งเข้าประกวด คือ ศรีเมือง เจริญศิริ ว่าที่ สว.มหาสารคาม ผู้มากไปด้วยสายสัมพันธ์ทางการเมือง โดยในอดีตเคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ สมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชน แต่ต้องเจอด่านหินอย่าง “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภา ผู้ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาในปัจจุบัน ซึ่งกลุ่ม 40 สว.ส่งเข้าประกวด
อย่างไรก็ตาม ถ้าประเมินกันจริงๆ ความได้เปรียบของการต่อสู้กันในครั้งนี้อยู่กับ “ฝ่าย สว.สรรหา” เพราะสามารถใช้เงื่อนไขที่ว่าตำแหน่งประธานวุฒิสภาล่าสุดเป็นของฝ่ายเลือกตั้งมาแล้ว พอมาในครั้งนี้ก็ควรให้ฝ่ายสรรหาเป็นผู้ได้ทำหน้าที่บ้าง ประกอบกับ สว.สรรหากำลังจะหมดวาระลงในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ สว.เลือกตั้งและสายสรรหาที่ไม่ได้ฝักใฝ่การเมืองขั้วใดขั้วหนึ่งชัดเจนหันมาสนับสนุน “สุรชัย” ได้
การช่วงชิงเก้าอี้วุฒิสภารอบนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะในอดีตเป็นการต่อสู้กันในสถานการณ์การเมืองปกติและไม่ใช่ช่วงสุญญากาศทางการเมือง ทำให้การสลับกันขึ้นเป็นใหญ่ระหว่าง สว.สายสรรหา และ สว.สายเลือกตั้ง จึงเป็นเหมือนกับเกมสมบัติผลัดกันชมเสียมากกว่า
แต่มาครั้งนี้ศึกประมุขสภาสูงกำลังเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทการเมืองที่ถูกเรียกว่า “สถานการณ์พิเศษ” เหตุผลที่ถูกยกให้เป็นสถานการณ์พิเศษ เนื่องจากวุฒิสภาชุดใหม่จะต้องเป็นผู้พิจารณาเรื่องร้อนเป็นจำนวนมาก
อย่างน้อยมีวาระเป็นทางการแล้วหนึ่งเรื่อง คือ การถอดถอนนิคม และอาจจะมีตามมาอีกสองเรื่องหากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติส่งเรื่องมาให้วุฒิสภาถอดถอนในอนาคต ประกอบด้วย 1.การถอดถอน “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา จากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว. ซึ่ง ป.ป.ช.เตรียมพิจารณาว่าจะลงมติชี้มูลความผิดได้หรือไม่ในวันที่ 1 เม.ย. หลังจากที่ประชุม ป.ป.ช.ได้เลื่อนการให้ความเห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
2.การถอดถอน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จากคดีทุจริตจำนำข้าว โดย ป.ป.ช.เตรียมประชุมกันวันนี้ว่าจะไต่สวนพยานเพิ่มเติมตามที่ยิ่งลักษณ์ร้องขอหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าไม่จำเป็นก็จะทำให้การพิจารณาว่าจะชี้มูลความผิดเป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งอาจหมายถึงการชี้มูลความผิดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ น่าจะมีขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้าหรือหลังเทศกาลสงกรานต์
หากฝ่ายเลือกตั้งได้เก้าอี้ประธานวุฒิสภา แน่นอนว่าด้วยอำนาจของผู้นำสูงสุดในสภาสูงย่อมสามารถควบคุมเสียงในสภาได้ไม่ยากนัก เห็นได้จากการโหวตสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา เท่ากับว่าการใช้เสียง 3 ใน 5 หรือ 90 เสียงจาก สว.ทั้งหมด 150 คน เพื่อถอดถอน “นิคมสมศักดิ์ยิ่งลักษณ์” จากเดิมที่เป็นไปได้ยากอยู่แล้วก็จะเป็นไปได้ยากมากขึ้นไปอีก
ไม่เพียงเท่านี้ จะส่งผลต่อการนำไปสู่การตั้งนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 ด้วย โดยกลุ่ม กปปส.เคยหวังให้ “สุรชัย” เป็นผู้ดำเนินการผลักดันให้นายกฯ มาตรา 7 มีความเป็นรูปธรรมหากวันหนึ่งวันใดประเทศไทยเกิดสุญญากาศขึ้นมาจริงๆ แต่ถ้าประธานวุฒิสภาเป็นของฝ่ายเลือกตั้ง ย่อมทำให้ชัยชนะของ กปปส.จะยิ่งห่างไกลมากขึ้น
ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่าทำไมคลื่นใต้น้ำในวุฒิสภาถึงได้รุนแรงมากกว่าทุกครั้ง ทั้งๆ ที่การเลือกตั้ง สว.เพิ่งเสร็จสิ้นได้ไม่นานด้วยซ้ำ







