
งบท่ี่ควรจะเป็น
การออกมาให้สัมภาษณ์ของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณว่า ได้มีการทำความเข้าใจกับหน่วยงานราชการในการร่วมกันจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการบริหารประเทศในสถานการณ์วิกฤต
การออกมาให้สัมภาษณ์ของผู้อำนวยการสำนักงบประมาณว่า ได้มีการทำความเข้าใจกับหน่วยงานราชการในการร่วมกันจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการบริหารประเทศในสถานการณ์วิกฤต
เพราะเป็นการสะท้อนว่า หัวหน้าส่วนราชการได้ลุกขึ้นทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในห้วงสุญญากาศทางการเมือง
แต่การขีดเส้นกำหนดกรอบการจัดทำคำของบประมาณแก่หัวหน้าส่วนราชการไว้แค่ 3 หมวด เพื่อเตรียมความพร้อมรอรัฐบาลใหม่คือ หมวดรายจ่ายประจำขั้นต่ำ หมวดรายจ่ายภารกิจพื้นฐาน และหมวดรายจ่ายผูกพันข้ามปีงบประมาณเท่านั้น โดยมีการตีกรอบของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ไว้แค่ 1.2 ล้านล้านบาท และกำหนดการขาดดุลไว้แค่ 2 แสนล้านบาทนั้น ต้องมิใช่ยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณที่ดีในภาวะวิกฤตอย่างแน่นอน
เนื่องจากปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจของประเทศทรุดหนักกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ จนถูกปรับลดลงเหลือลงแค่ 2.6-2.7% เท่านั้น
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เครื่องจักรด้านเศรษฐกิจดับสนิท ทั้งการลงทุนเอกชน การบริโภค การลงทุนภาครัฐที่ได้มีการตั้งงบขาดดุลไว้ถึง 2.5 แสนล้านบาท ยังไม่สามารถกระชากเศรษฐกิจได้
ดังนั้น หากจะกำหนดตัวเลขการขาดดุลไว้แค่ 2 แสนล้านบาท จึงเท่ากับเป็นการตอนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไม่ให้ขยายตัวโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ในภาวะเช่นนี้ควรจะมีการตั้งงบขาดดุลไว้ในสัดส่วนที่สูงกว่าปกติ จึงจะสามารถดึงเศรษฐกิจของประเทศให้กระเตื้องพ้นจากหุบเหว
ที่สำคัญยังสามารถจัดสรรงบประมาณบางส่วนลงไปในโครงการลงทุนที่สำคัญในการยกระดับประเทศที่ถูกละเลยไป โดยปราศจากแทรกแซงจากนักการเมือง
ยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณประเทศเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤตนั้น หน่วยงานรัฐทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณควรจะต้องประเมินภาพรวมเศรษฐกิจว่าจะขยายตัวในอัตราเท่าใด จึงจะรองรับภาคเศรษฐกิจ ภาคการจ้างงานและหล่อเลี้ยงประเทศให้เดินหน้าไปได้ จากนั้นจึงกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายและการขาดดุลงบประมาณเพื่อเป็นตัวล่อการลงทุน การผลิตของภาคเอกชน รวมถึงสร้างกำลังซื้อให้เกิดขึ้น
หัวหน้าส่วนราชการควรใช้สุญญากาศทางการเมืองมาให้เป็นประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์งบประมาณประเทศ มิใช่ไปจำกัดการใช้งบประมาณจนตีตรวนประเทศไม่ให้ขยับตัว







