posttoday
การส่งออกของไทยในเงื้อมมือต่างชาติ

การส่งออกของไทยในเงื้อมมือต่างชาติ

25 มีนาคม 2557

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2013 จากเดิมร้อยละ 3.7 เหลือร้อยละ 2.8 และได้ปรับลดตัวเลขประมาณการสำหรับปี 2014 จากเดิมร้อยละ 5.1 คงเหลือร้อยละ 4 ทั้งนี้เพราะการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศลดลง การลงทุนภาครัฐหยุดชะงัก และที่สำคัญคือมูลค่าการส่งออกของไทยไม่เติบโตขึ้นจากปีก่อน

สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2013 จากเดิมร้อยละ 3.7 เหลือร้อยละ 2.8 และได้ปรับลดตัวเลขประมาณการสำหรับปี 2014 จากเดิมร้อยละ 5.1 คงเหลือร้อยละ 4 ทั้งนี้เพราะการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศลดลง การลงทุนภาครัฐหยุดชะงัก และที่สำคัญคือมูลค่าการส่งออกของไทยไม่เติบโตขึ้นจากปีก่อน

ส่วนที่ได้ตั้งเป้าหมายการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2014 เพิ่มขึ้นจากปี 2013 ร้อยละ 4 เพราะคาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2013 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีทีท่าว่าจะฟื้นตัว ทำให้ไทยสามารถส่งสินค้าไปขายต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น

ผมจำไม่ได้ว่าได้มีการปรับลดตัวเลขประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2012 มากี่ครั้งแล้ว แต่จำได้ว่าเดิมได้ประมาณการไว้ระหว่างร้อยละ 5-5.5 แล้วปรับลดลงมาจนเหลือประมาณร้อยละ 2.8 เมื่อเร็วๆ นี้

ความจริงไม่อยากคิดในแง่ร้าย แต่ถ้าเราไม่เร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ถึงแม้จะมีรัฐบาลใหม่แล้ว ตัวเลขอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติที่ตั้งไว้ค่อนข้างต่ำเพียงร้อยละ 4 ในปีนี้ ก็อาจต้องมีปรับลดลงอีกเหมือนตัวเลขของปี 2013 เพราะเราฝากอนาคตไว้กับคนอื่น ประเทศอื่น

เราหวังว่าเศรษฐกิจของเราจะโตขึ้น เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ประเทศที่เคยซื้อสินค้าจากไทยจะซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นเท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม ก่อนที่เราจะเสียส่วนแบ่งการตลาดให้ประเทศอื่น

ตัวอย่างเรื่องข้าว ไทยเคยส่งข้าวออกปีละประมาณ 11-12 ล้านตัน แต่ปีที่แล้วคาดว่าส่งออกได้เพียงประมาณ 6.5 ล้านตัน ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่งของบริการที่เคยส่งได้ และทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกเมื่อ 23 ปีก่อนหน้านี้

กรณีนี้คงไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกดีขึ้นหรือเลวลง เพราะเศรษฐกิจดีคนก็กินข้าว เศรษฐกิจไม่ดีคนก็ต้องกินข้าว แต่ที่ไทยส่งข้าวออกไปขายได้น้อยลง เพราะข้าวไทยราคาแพงกว่าข้าวของประเทศคู่แข่ง ทั้งคู่แข่งของเราได้พัฒนาคุณภาพข้าวให้ดีขึ้นพอเทียบเคียงกับข้าวไทย และมีประเทศใหม่ๆ อย่างพม่าเข้ามาขายข้าวแข่งกับไทยในช่วงที่ไทยเปิดตลาดให้

ถ้าไทยไม่แก้ปัญหาที่ทำให้แข่งขันขายข้าวในตลาดโลกสู้คนอื่นไม่ได้ ถึงเศรษฐกิจจะฟื้นตัวก็คงไม่ทำให้ไทยขายข้าวได้มากเท่าเดิม ก่อนที่เราจะทำลายความสามารถในการแข่งขันค้าข้าวเสียเอง

จริงอยู่ การตั้งอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.8 เป็นร้อยละ 4 อาจไม่ได้ให้น้ำหนักการเพิ่มขึ้นมากที่สินค้าเกษตร แต่ให้น้ำหนักการเพิ่มขึ้นที่สินค้าอุตสาหกรรม ที่ปี 2013 คาดว่าจะโตขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 แต่ในปี 2014 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 ตามตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยได้ฝากความหวังไว้ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่คาดว่าจะขยายตัวขึ้นถึงร้อยละ 16 ส่วนอุตสาหกรรมอาหารจะขยายตัวขึ้นเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น

สิ่งที่น่าคิดคือ เราจะปล่อยให้อนาคตประเทศตกอยู่ในเงื้อมมือของคนต่างชาติต่อไปอีกนานเท่าไร โดยไม่แก้ไขปัญหาที่สาเหตุที่ทำให้การส่งออกของเรามีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ประเทศคู่แข่งขันโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน กำลังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแย่งชิงตลาดสินค้าหลักๆ ที่ไทยเคยครองตลาดอยู่ เช่น ตลาดข้าว ตลาดสิ่งทอ ตลาดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เราจะปล่อยให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นอดีตไปเพราะความที่เทคโนโลยีไม่ทัน ค่าแรงงานสูงกว่าอย่างนั้นหรือ

ที่สำคัญ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าอุตสาหกรรมหลักของเราในปัจจุบัน คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ จะยืนยงคงอยู่กับเราตลอดไป ไม่โยกย้ายไปไหน หรือจะพอใจอยู่แค่ว่าเขาไม่ย้ายฐานการผลิตเดิมออกไปก็ดีแล้ว ส่วนจะไปลงทุนใหม่ที่ไหนเป็นเรื่องของเขา

ถ้าพิจารณาโครงสร้างสินค้าส่งออกของไทย จะเห็นว่าประมาณร้อยละ 77 เป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ร้อยละ 18 เป็นสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าแร่และเชื้อเพลิง (ตัวเลขปี 2510) ซึ่งล่าสุดเห็นว่าตัวเลขการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในฐานะสินค้าส่งออกหลักอีกประเภทหนึ่งแล้ว

โครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยจึงประกอบด้วยสินค้าส่งออกที่ให้มูลค่าเพิ่มในรายได้ประชาชาติน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ต้องใช้วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศเป็นมูลค่าสูงถึงร้อยละ 80 ขึ้นไป แม้แต่สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับยังต้องนำเข้าตัวอัญมณีและโลหะมีค่า เช่น ทองคำและเงิน เข้ามาเจียระไนตัดแต่งและทำตัวเรือน

เพราะฉะนั้นที่กล่าวกันว่า มูลค่าการส่งออกของไทยสูงถึงร้อยละ 70 ของรายได้ประชาชาตินั้น ถ้าหักมูลค่าวัตถุดิบนำเข้าแล้ว อาจมีมูลค่าสุทธิในจีดีพีเพียงประมาณร้อยละ 1520 เท่านั้น แต่ประเด็นที่สำคัญกว่า คือ เวลานี้กำลังใกล้ถึงทางตันที่จะขยายมูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เคยเป็นตัวนำรายได้เข้าประเภทหลักหรือยัง ในเมื่อเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลง มีคู่แข่งมากขึ้น และประเทศผู้นำเข้าสินค้าหลักเช่นสหรัฐ เริ่มส่งเสริมให้บริษัทข้ามชาติที่เข้าไปลงทุนผลิตสินค้าในต่างประเทศกลับคืนถิ่น เพื่อสร้างงานให้กับคนอเมริกันที่มีปัญหาการว่างงาน

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าคิด คือ ทำไมประเทศที่เป็นประเทศกสิกรรม ประชากรร้อยละ 80 อย่างไทย มูลค่าการส่งออกของสินค้าเกษตรกลับหัวกลับหางกับมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร คือ มีมูลค่าเพียงร้อยละ 18 ของมูลค่าการส่งออกรวมของประเทศเท่านั้น

ตรงนี้เราสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้หรือไม่ โดยกลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างจริงจัง เพราะสินค้าการเกษตรเพื่อเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร ไม่มีวัตถุดิบนำเข้า หรือถ้านับมูลค่าการนำปัจจัยการผลิตอย่างเช่นปุ๋ย หรือยากำจัดศัตรูพืชมาหักออกจากมูลค่าการส่งออก มูลค่าสุทธิของสินค้าเกษตรส่งออกก็คงไม่ลดลงมากมายเหมือนสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกอย่างยานยนต์ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องประดับอัญมณี ถ้าเราสามารถพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนด้วยการพัฒนาคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อไร่ของสินค้าเกษตรอย่างข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรืออ้อยให้สูงขึ้น เราก็น่าจะสามารถขยายปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมให้เพิ่มขึ้นได้ไม่ยากนัก

ถ้าทำอย่างนี้แล้ว การทำให้อัตราการขยายตัวของสินค้าส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นย่อมอยู่ในวิสัยที่จะเป็นไปได้ โดยเน้นการส่งออกสินค้าเกษตรแทนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ที่ให้มูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจต่ำ และมีการแข่งขันสูง ถ้าเมื่อไรสัดส่วนมูลค่าการส่งสินค้าออกของไทยปรับเปลี่ยนจากสัดส่วนประมาณร้อยละ 75/20 ระหว่างสินค้าอุตสาหกรรม/สินค้าเกษตรกรรม มาเป็นร้อยละ 50/50 ผมเชื่อแน่ว่าเศรษฐกิจไทยจะเจริญเติบโตแบบแข็งแกร่ง ไม่ใช่แบบหัวโตขาลีบอย่างในปัจจุบันอย่างแน่นอน

แทนการตั้งเป้าหมายขยายตัวของรายได้ประชาชาติ โดยอิงกับปัจจัยภายนอก ฝากความหวัง ฝากอนาคตไว้กับคนอื่น ผมอยากเห็นเรามีรัฐบาลที่กล้าตั้งเป้าการขยายตัวฝืนแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยการกำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารงานเพื่อผลักดันการส่งสินค้าออกไปขายในต่างประเทศ ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรที่เราถนัดชัดเจน ให้มูลค่าเพิ่มสูงสุดและยังประโยชน์สูงสุดให้ตกถึงมือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ คือ บรรดาเกษตรกรทั้งหลาย

ในชั้นต้นนี้ เอาแต่ให้กล้าๆ ตั้งเป้าหมายปรับเปลี่ยนสัดส่วนมูลค่าสินค้าส่งออกระหว่างสินค้าอุตสาหกรรมกับสินค้าเกษตรจากร้อยละ 75 ต่อ 20 ให้ลดลงเหลือ 70 ต่อ 25 ภายในเวลาไม่เกิน 18 เดือน 65 ต่อ 30 ภายใน 36 เดือน จนเหลือเพียงร้อยละ 50/50 ในที่สุด ในเวลา 5-10 ปีข้างหน้า

แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นเพราะการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรของไทย เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตต่อไร่ เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยสามารถแข่งขันได้ภายในระบบการค้าเสรี ไม่ใช่การแจกเงินให้เกษตรกร

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้