
พบกันใหม่เมื่อมีชัยชนะที่ใฝ่ฝัน
ขอปิดท้ายการบันทึกประสบการณ์ชีวิตช่วงนี้ลงด้วยการกล่าวถึง คุณดุสิต นนทะนาคร
ขอปิดท้ายการบันทึกประสบการณ์ชีวิตช่วงนี้ลงด้วยการกล่าวถึง คุณดุสิต นนทะนาคร เพื่อนร่วมงานที่สำคัญของผมคนหนึ่ง
ผมกับคุณดุสิตทำงานด้วยกันมายาวนาน ตั้งแต่เรายังเป็นผู้บริหารที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย และในฐานะกรรมการของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยร่วมกันในเวลาต่อมา
คุณดุสิต นนทะนาคร เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2554 ด้วยอายุเพียง 64 ปี เป็นการจากไปอย่างรวดเร็วและไม่คาดฝันด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ขณะนั้นคุณดุสิตดำรงตำแหน่งประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งคุณดุสิตเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น
คุณดุสิตเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ มีบ้านดั้งเดิมอยู่ที่ จ.นนทบุรี คุณพ่อรับราชการและเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
เขาได้รับการศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่สหรัฐอเมริกาและจบทางวิศวกรรมศาสตร์สาขาโยธาในระดับปริญญาโท เมื่อกลับมาประเทศไทยแล้วได้เข้าทำงานกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย และอยู่กับบริษัทเดียวนี้ไปตลอดจนกระทั่งเกษียณอายุการทำงาน
เมื่อผมไปร่วมงานกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ในปี 2530 นั้น คุณดุสิตมีอาวุโสเป็นผู้อำนวยการฝ่ายแล้ว ต่อมาภายหลังเราได้ทำงานร่วมกันในสายงานเดียวกันที่ผมไปเป็นผู้ดูแล จึงได้รู้จักนิสัยใจคอกันสนิทมากขึ้น
ในระหว่างที่ผมดำรงตำแหน่งรองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ชักชวนคุณดุสิตให้มาช่วยงานกัน เพราะเป็นภารกิจที่ต้องการอาสาสมัคร ยอมเสียสละเวลาส่วนตนมาช่วยงานส่วนรวม
พวกเรามีโอกาสเช่นนี้เพราะบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศเห็นคุณค่าของการทำประโยชน์ให้ส่วนรวม จึงสนับสนุนให้พนักงานที่มีจิตอาสาไปช่วยงานภายนอกได้ ตราบเท่าที่ไม่เสียงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบ
เพื่อจะได้รู้จักนิสัยใจคอของคุณดุสิตดีขึ้น ผมขอคัดลอกคำไว้อาลัยที่ผมได้เขียนไว้ในงานวันพระราชทานเพลิงศพของเพื่อน เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2555 มาบันทึกไว้ ณ ที่นี่ด้วยดังนี้
ดุสิต นนทะนาคร “คนของประชาชน อดีตนักรักบี้ สู่เสนาบดีองค์กรเศรษฐกิจ ผู้ยอมตาย...แต่ไม่ยอมแพ้”
ผมรู้จักกับคุณดุสิตเมื่อผมเข้าไปร่วมงานกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ในปี พ.ศ. 2523 ขณะนั้นคุณดุสิตเป็นผู้อำนวยการประชาสัมพันธ์ของบริษัท มีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกันในหลายๆ โอกาส ครั้งสุดท้ายก่อนที่ผมจะเกษียณจากบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เราอยู่ในสายงานเดียวกัน คือ คุณดุสิตเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ค้าสากลซิเมนต์ไทย (SCG Trading) ซึ่งสังกัดอยู่ในกลุ่มการค้าที่ผมเป็นผู้ดูแล
คุณดุสิตมีเพื่อนฝูงและผู้ร่วมงานที่รักใคร่มากมาย เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ไม่ว่าจะมีงานราษฎร์หรืองานหลวงเกี่ยวกับความรับผิดชอบที่ไหน คุณดุสิตไปถึงเสมอ เคยหิ้วก๋วยเตี๋ยวราดหน้าจากเมืองไทยไปฝากพรรคพวกที่ประเทศฟิลิปปินส์ เคยไปดูงานที่ จ.เชียงใหม่ ตอนเช้า แล้วกระโดดขึ้นเครื่องบินไปรับประทานข้าวเย็นกับลูกค้าที่ จ.ภูเก็ต ก่อนกลับมานอนที่บ้านที่กรุงเทพฯ
คุณดุสิตเป็นคนมีวินัยสูง งานใดที่ได้รับมอบหมายจะทำให้ดีที่สุดอย่างเต็มใจ ในเวลาเดียวกัน เมื่อตนเองมอบหมายงานให้ผู้ใดก็คาดหวังไว้สูงว่าจะได้รับการตอบสนองอย่างเต็มร้อยเช่นกัน
สมัยที่ผมทำหน้าที่รองประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ชักชวนให้คุณดุสิตเข้าไปเป็นกรรมการ เพื่อช่วยกันทำงานเพื่อส่วนรวม ต่อมาเมื่อผมรับหน้าที่ประธานกรรมการแล้ว คุณดุสิตได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการ ตำแหน่งนี้มีความสำคัญสูง เพราะต้องทำหน้าที่แม่บ้านดูแลความเรียบร้อยการบริหารจัดการขององค์กร และเป็นผู้ประสานสิบทิศทั้งภายในและภายนอก สนับสนุนและติดตามงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ
ในสมัยที่สองที่ผมดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ คุณดุสิตได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานคณะกรรมการ เป็นกำลังสำคัญให้กับคณะกรรมการต่อไป ในตำแหน่งรองประธานฯ คุณดุสิตอาสากับผมว่าเขาจะเล่นบทผู้ร้าย (เมื่อจำเป็น) เพื่อผมจะได้ไม่เปลืองตัวและมีแรงเสียดทานน้อยที่สุด เพื่อไว้เป็นพลังผลักดันองค์กรในวาระสำคัญๆ เท่านั้น ผมต้องขอขอบคุณคุณดุสิตในบทบาทนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะองค์กรนี้ไม่มีใครเป็นนายใคร ทุกคนเป็นอาสาสมัครที่มีความสามารถสูง และประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งนั้น บางครั้งต้องมีผู้แสดงบทผู้ร้ายเพื่อเตือนสติ หรือทักท้วงคนบางคนไว้บ้าง
คุณดุสิตได้รับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยต่อจากผมในเดือน มี.ค. 2552 ผลงาน 2 ปี นั้นมีมากมายและปรากฏในเอกสารหลายแห่งจะไม่ขอกล่าวซ้ำ
ในวาระที่สองของประธานฯ คุณดุสิตเริ่มป่วยมีอาการอ่อนเพลียเพราะโรคมะเร็งในเม็ดเลือด แต่ไม่ยอมชะลองาน สาเหตุหลักที่ทำให้คุณดุสิตเสียชีวิตอย่างรวดเร็วเกินกว่าความคาดหมาย เพราะพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่หยุดยั้ง ไม่พักผ่อนให้พอเพียง ทั้งๆ ที่ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน และนายแพทย์ผู้รักษาได้พยายามแนะนำหรือตักเตือน
ยอมตาย...แต่ไม่ยอมแพ้
คุณดุสิตจากพวกเราไปแล้ว แต่มีงานสำคัญๆ ที่ค้างไว้ให้สานต่ออย่างน้อยสามโครงการใหญ่ๆ เป็นโครงการที่คุณดุสิตหารือกับผมเป็นประจำในการที่จะขอให้ช่วยสนับสนุนและขับเคลื่อนผ่านองค์กรหอการค้าไทย ผมยินดีให้การสนับสนุนและให้กำลังใจเต็มที่ โครงการเหล่านี้ คือ
1.การต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่เป็นมะเร็งร้ายทำลายสังคมและประเทศชาติ
2.โครงการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมโดยที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้หนึ่งแสนบาทจากพื้นที่เพียงหนึ่งไร่ ด้วยการผสมผสานทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรอินทรีย์กับเทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่
3.การเฉลิมฉลองงานครบรอบ 80 ปี หอการค้าไทย ในปี 2555 และการสร้างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยแห่งใหม่ที่ จ.นนทบุรี ให้แล้วเสร็จในปี 2556
เราจะช่วยกันทำต่อให้ได้ และทำให้เสร็จ เพื่อคุณดุสิต นนทะนาคร “คนของประชาชน”
สิ่งที่ผมและเพื่อนๆ ได้ปฏิญาณตนไว้ว่าจะสานต่องานสำคัญๆ ที่คุณดุสิตริเริ่มไว้ จึงเป็นภารกิจต่อมาถึงผมเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่เป็นมะเร็งร้ายเกาะกินสังคมไทยอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ ประชาชนจะยากจนยิ่งขึ้น เศรษฐกิจจะถดถอย และในท้ายที่สุดประเทศชาติอาจล่มสลายได้ ผมได้รับอุปโลกน์ให้เป็นประธานภาคีเครือข่ายฯ ต่อจากคุณดุสิตเพื่อขับเคลื่อนขบวนการนี้ต่อไป เป็นงานที่ทำให้แผนการเกษียณชีวิตของผมสะดุดและยังไม่ทราบว่าจะจบอย่างไร และจบเมื่อไร
งานนี้ไม่ได้อยู่ในแผนชีวิตมาก่อน แต่ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่งของชีวิต
ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มีในประเทศไทย แต่เรานิ่งเฉยถือว่าธุระไม่ใช่ อาจเป็นเพราะเราไม่ได้เดือดร้อนโดยตรง เพราะเราดูแลตนเองได้ ไม่ได้คำนึงถึงผลเสียต่อสังคมและผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ การทุจริตจึงลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง จนถึงจุดที่ทนต่อไปไม่ไหว หรือไม่ควรทนต่อไป
การรณรงค์การกำจัดคอร์รัปชั่นต้องทำอย่างจริงจังต่อเนื่องและยาวนาน
งานนี้เต็มไปด้วยความตกใจและเศร้าใจ ผสมผสานกับความตื่นเต้น เร้าใจเป็นครั้งคราว แต่แฝงไว้ด้วยอันตรายในระดับหนึ่ง ในที่สุดไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลว จะมีบทเรียนที่สามารถฝากไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาในอนาคต แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะเขียนเป็นบันทึกของประสบการณ์ไว้ขณะนี้
ผมจึงขอยุติบันทึกประสบการณ์ชีวิตใน “กาลเวลาจารึกคน” ไว้ ณ ตอนนี้...จนกว่าจะถึงเวลาที่เราจะฉลองชัยชนะที่ใฝ่ฝันไว้







