
ลุ้นนิคมพ้นปธ.วุฒิสภา
พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม 40 สว. ต่างลุ้นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาชี้มูลความผิด สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กรณีถูกร้องถอดถอนออกจากตำแหน่ง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา สว.โดยมิชอบ ซึ่งคณะทำงานไต่สวนได้เสนอรายงานให้ ป.ป.ช.พิจารณา ในวันที่ 20 มี.ค.
พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม 40 สว. ต่างลุ้นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาชี้มูลความผิด สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กรณีถูกร้องถอดถอนออกจากตำแหน่ง เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา สว.โดยมิชอบ ซึ่งคณะทำงานไต่สวนได้เสนอรายงานให้ ป.ป.ช.พิจารณา ในวันที่ 20 มี.ค.
“หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นิคม ซึ่งยังคงทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาอยู่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และ สุระชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 จะเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการประธานวุฒิสภาแทนต่อไป” แหล่งข่าว เปิดเผย
ทั้งนี้ สุระชัย เป็นรองประธานวุฒิสภาที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ต้องการให้เป็นผู้นำรายชื่อ นายกรัฐมนตรีคนกลางขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตามมาตรา 7 หาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม ลาออก ไม่ปฏิบัติหน้าที่
สำหรับการไต่สวน สมศักดิ์ และ นิคม นี้ ทาง ป.ป.ช.แยกออกมาต่างหากจากสำนวนคดี 308 สส.สว.ที่ถูกกล่าวหาร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ สว.ไม่ชอบเช่นกัน ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวน
วิรัตน์ กัลยาศิริ คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ยื่นคำร้อง ระบุว่า การตัดสินของ ป.ป.ช.น่าจะเป็นผลดีกับประชาชน แต่เป็นผลเสียต่อ นิคม และ สมศักดิ์ เพราะทั้งสองคนมีพฤติกรรมชัดเจนว่า กระทำการขัดรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงรายชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญและยังเป็นผู้อภิปรายด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ สมศักดิ์ ในช่วงที่ทำหน้าที่ประธานในการลงมติวาระ 1 มีผู้เสนอขอแปรญัตติจาก 15 วัน เป็นเวลา 60 วัน และจะต้องมีการลงมติ แต่เมื่อตรวจสอบองค์ประชุมแล้วไม่ครบองค์ประชุมกลับรีบสรุปวันแปรญัตติเป็น 15 วัน ทั้งที่เมื่อองค์ประชุมไม่ครบควรจะเลื่อนไปลงมติในวันรุ่งขึ้น ดังนั้น จึงถือเป็นการกระทำผิดข้อบังคับ
ขณะที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา ในฐานะผู้ยื่นคำร้องแสดงความมั่นใจว่า ผลการตัดสินของ ป.ป.ช.น่าจะสอดรับกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งระบุชัดเจนว่ากระบวนการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบตามข้อบังคับ และเป็นเหตุเข้าข่ายให้ทั้งสองคนถูกยื่นถอดถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270
อย่างไรก็ตาม เมื่อ ป.ป.ช.มีคำวินิจฉัยให้ถอดถอน นิคม ออกจากตำแหน่ง ขั้นตอนต่อจากนั้นเรื่องก็จะถูกส่งต่อมายังวุฒิสภา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนถอดถอนต่อไป ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการดำเนินการตามกระบวนการค่อนข้างนานเกิน 30 วัน ดังนั้น การพิจารณาลงมติถอดถอน จึงน่าจะเป็นหน้าที่ของ สว.เลือกตั้งชุดใหม่ที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับวุฒิสภาสรรหาเดิมที่จะเป็นผู้ชี้ขาดในการลงมติ
ขณะเดียวกัน ในส่วนของความผิดทางคดีอาญานั้นก็คงต้องรอดูว่า ป.ป.ช.จะสามารถพิจารณาได้พร้อมกันในคราวเดียวหรือไม่ ถ้าทันก็จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
ด้าน นิคม บอกว่า ป.ป.ช.จะมีมติออกมาอย่างไร ก็ต้องน้อมรับอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา แต่ได้ร้องขอให้มีการไต่สวนพยาน 16 ปาก ซึ่งคณะทำงานไต่สวนเพิ่งสอบได้เพียง 3 ปากเท่านั้นเอง โดยทั้ง 16 ปาก ที่ได้ร้องขอไปนั้น เป็นพยานที่ไว้แก้ข้อกล่าวหา เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องได้กล่าวหาว่า ได้ไปปิดกั้นสมาชิกรัฐสภาทั้ง สว.และ สว. 57 คนไม่ให้อภิปรายระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงมีความจำเป็นที่ต้องแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ใช้อำนาจปิดกั้น
“มั่นใจว่าหลักฐานทั้งหมดที่ได้ชี้แจงไปแล้วมีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวหาได้ เพราะเอกสารทั้งหมดเป็นชวเลข หรือบันทึกการประชุม ซึ่งไม่ว่าจะพูดอะไรเจ้าหน้าที่ก็บันทึกไว้หมด” ประธานวุฒิสภา ระบุ
คณิน บุญสุวรรณ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 130 ระบุไว้ชัดเจนว่า การออกเสียงลงคะแนนหรือการลงมติของสมาชิกรัฐสภานั้นถือเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวในทางใดมิได้ ผู้ร้องที่นำเรื่องนี้ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลที่รับคำร้องแล้วนำมาวินิจฉัยก็ถือเป็นการละเมิดเอกสิทธิ์ ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้สมาชิกรัฐสภาสามารถหยิบยกบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไปฟ้องร้องได้ทันที
ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้เรียกประชุมอดีต สส.ของพรรค ในวันที่ 20 มี.ค.เช่นกัน เพื่อหารือประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะหรือไม่ ในวันที่ 21 มี.ค.นี้ แต่เบื้องต้นฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยไม่ได้รู้สึกหนักใจ ยังยืนยันในหลักการของกฎหมายว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถรับเรื่องไว้พิจารณาได้ หากมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไรฝ่ายกฎหมายของพรรคจะมีการหารือกันอีกครั้ง







