
สร้างสันติจากภายใน
ในสถานการณ์ความขัดแย้งซึ่งมีความรุนแรงปรากฏตัวนั้น เป็นสถานการณ์ที่อาจสร้างความรู้สึกสิ้นหวัง
ในสถานการณ์ความขัดแย้งซึ่งมีความรุนแรงปรากฏตัวนั้น เป็นสถานการณ์ที่อาจสร้างความรู้สึกสิ้นหวังให้กับผู้คน ในช่วงเวลานี้ เราได้มีโอกาสสนทนากับ ดร.จอห์น แมคคอแนล ผู้ทำงานด้านสันติภาพ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพในประเทศศรีลังกา เป็นผู้ศึกษาคำสอนทางพุทธที่เกี่ยวข้องกับการคลี่คลายความขัดแย้งและการเยียวยา ดร.จอห์น พูดถึงความหวัง การกระทำบางสิ่งเพื่อสร้างสันติภาพ และการเริ่มต้นด้วยสันติจากภายใน บทความนี้เรียบเรียงขึ้นจากบางส่วนของการพูดคุยในวันนั้น
สถานการณ์ในศรีลังกานั้นแน่นอนว่าต่างจากในประเทศไทย แต่สิ่งที่คล้ายกันคือ มีความสลับซับซ้อนซึ่งทำให้การทำหน้าที่ผู้สร้างสันติท่ามกลางสถานการณ์เหล่านี้ยากมาก เราจะสิ้นหวังหดหู่ได้ง่ายมาก เหตุผลคือ มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในหลายระดับ มีสิ่งที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต เช่น ความอยุติธรรมที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขมานาน จนกลายเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง อีกทั้งยังมีวิธีที่ผู้นำแต่ละกลุ่มใช้ต่อสู้ วิธีที่เขาคิด วิธีดำเนินยุทธศาสตร์ แน่นอนว่ายังมีวิธีคิดและอารมณ์ความรู้สึกของคนธรรมดาในแต่ละกลุ่มอีก ทั้งหมดนี้ลงเอยกลายมาเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากและซับซ้อน
หากมองจากแง่มุมจิตวิทยา เมื่อมีความขัดแย้งขนานใหญ่ มีขบวนการต่างๆ ที่ขัดแย้งกัน ในนั้นเรามีคนที่สร้างเรื่องต่างๆ ขึ้นมาในใจ ที่นี่เองที่โมหะเกิดขึ้น ปัญหาของโมหะคือ ยากที่เราจะเห็น เพราะมันคือความเข้าใจของเราเอง คนที่มีโมหะเป็นคนที่เลือกจะรับความจริงเข้ามา แล้วเริ่มสร้างเรื่องราวขึ้น บ่มเพาะมันด้วยคำพูด ด้วยอคติ ด้วยความรู้สึกเก่าๆ ที่คิดว่าเราถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม เมื่อเริ่มสร้างเรื่อง แล้วเลือกรับแต่สารที่เข้ากับเรื่องราวของเรา โดยไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ไม่เข้ากับเรื่องของเราโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นข้อดีของฝ่ายตรงข้าม หรือเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจ หรือไม่สนใจแม้แต่ความล้มเหลวของฝ่ายเราเอง
และเมื่อเรื่องเกิดขึ้นมาแล้วเช่นนี้ จะเป็นการยากมากที่จะลบเรื่องนั้นออกไป
จากมุมมองทางพุทธศาสนา ปัญหามากมายเกิดขึ้นจากจิตสำนึกของคน คือคนเห็นคนอื่นเป็นศัตรู ไม่ว่าจะในศรีลังกาหรือในเมืองไทย ในสถานการณ์เช่นนี้ คนจะคิดถึงตัวเองและขบวนการของตัวเอง คิดถึงคนอื่นและขบวนการของคนอื่น แล้วก็สร้างความเข้าใจในวิธีของตน คนจะเห็นคนอื่นเป็นศัตรู เริ่มเห็นว่าตนเองเป็นฝ่ายดี
ส่วนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายเลว ในความเป็นจริง ศัตรูของเราคืออกุศลมูล หรือโลภะ โทสะ โมหะนั่นเอง ในแง่มุมทางพุทธ การสร้างสันติคือการพยายามเอาชนะอกุศลมูลเหล่านี้ มันยากที่จะรับมือ แม้ในชีวิตประจำวันมันก็ยากแล้ว และยิ่งยากขึ้นในสถานการณ์ความขัดแย้ง เพราะอกุศลมูลจะมีปฏิสัมพันธ์กัน ทั้งภายในตัวเราเอง ระหว่างผู้คน และระหว่างกลุ่มต่างๆ ดังนั้น สิ่งที่เป็นผลลัพธ์คือ พลวัตของโลภะ โทสะ และโมหะขนานใหญ่ ที่เกินความควบคุมของทุกคน
นี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้สร้างสันติจึงรู้สึกเหมือนกับว่าสถานการณ์เช่นนี้ช่างยากเย็น แทบจะสิ้นหวังที่จะเข้าไปทำอะไรได้ แต่จริงๆ แล้วคุณทำได้ คุณสามารถรับมือกับโลภะ โทสะ โมหะได้ และเนื่องจากว่าความขัดแย้งในระดับอื่นๆ ก็มีพื้นฐานมาจากโลภะ โทสะ โมหะ เราจึงสามารถรับมือได้เช่นกัน สิ่งที่เป็นเหมือนความลับของการสร้างสันติในสถานการณ์เช่นนี้คือ มองว่านี่เป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อน แน่นอนว่ามันไม่ได้มีเพียงระดับเดียวเท่านั้น ขอให้รับมือกับมันในแต่ละระดับ และระดับที่จำเป็นต้องทำคือระดับภายในตัวเราเอง
อาจจะฟังดูเหมือนกับจะเป็นไปไม่ได้ คุณอาจคิดว่าขณะที่มีความรุนแรงอยู่ภายนอกเต็มไปหมด แล้วจะมายุ่งกับเรื่องภายในทำไม แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเราเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถส่งผลไปถึงได้โดยตรง ถ้าคุณตระหนักรู้และมีทักษะ นั่นคือสิ่งที่คุณสามารถทำได้ แล้วสิ่งอื่นๆ ก็จะตามมาทีหลัง
อย่างไรก็ดี ความคับข้องใจของคนทำงานสร้างสันติคือ เราใช้เวลานานมากกว่าจะก้าวไปข้างหน้าแต่ละก้าวได้ แต่แล้วก็จะเกิดเหตุรุนแรงที่ทำให้ทุกอย่างถอยหลังกลับไปหลายก้าวทันที ในที่สุดผมคิดได้ว่า ถ้าผมมุ่งไปที่ผลสำเร็จ ผมจะลงเอยด้วยความเศร้าและผิดหวังตลอดเวลา แต่ถ้าผมไม่มุ่งที่ความสำเร็จ แต่ใส่ใจว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ ณ ตอนนี้แล้ว มันจะมีบางอย่างที่ทำได้เสมอ
คุณอาจหัวเราะกับความคิดเปรียบเทียบนี้ แต่ผมคิดว่ามันเหมือนห้องครัวใหญ่ๆ และมีคนทำครัวมากเกินไป และทุกคนมีความคิดที่แตกต่างกันว่าซุปควรจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วทุกคนก็ใส่อะไรที่แตกต่างกันเข้าไป ถ้าผมคาดหวังว่าจะได้ซุปที่ดีไร้ที่ติออกมา ผมก็จะผิดหวัง แต่หากผมคอยดูว่าคนครัวคนอื่นๆ ทำอะไร แล้วผมก็ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยได้ มันจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมทำได้ในขณะนั้น ผมไม่รู้หรอกว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยผมก็ได้ช่วยทำอะไรบ้าง
ผมคิดว่าจริงๆ ในสถานการณ์ในเมืองไทย วิธีคิดแบบนี้น่าจะเหมาะสำหรับผู้สร้างสันติ อย่าคิดว่าคุณจะทำได้ตามเป้าหมาย แต่ให้มองดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วคุณจะทำอะไรได้บ้างในขณะนี้ เพื่อช่วยสร้างให้เกิดเป้าหมายนั้นขึ้น
ดังนั้น การฝึกปฏิบัติที่ช่วยให้คุณรู้ว่ามีโลภะ โทสะ โมหะอยู่ และรับมือกับมันในชีวิตประจำวัน ในความเข้าใจของผมคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำหน้าที่ผู้สร้างสันติ เพราะสิ่งที่ตรงข้ามกับสันติคือโลภะ โทสะ โมหะ ในการถากถางทางเพื่อสันติภาพ แทนที่เราจะมีโมหะ เราต้องมีความเข้าใจที่แจ่มชัด ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับความคิดของตัวเองเท่านั้น แทนที่จะมีโทสะ เราต้องมีเมตตา แทนที่จะมีโลภะ เราต้องเปิดใจที่จะมองเห็นความต้องการของทุกฝ่าย
ความขัดแย้งขนานใหญ่จะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นภายในจิตใจของแต่ละคนก่อน ไม่ว่าจะในศรีลังกา เมืองไทย หรือที่อื่นๆ ในทำนองเดียวกัน จะไม่มีสันติภาพเกิดขึ้น หากไม่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในหัวใจของแต่ละคนก่อน ดังนั้น ที่เดียวที่เราจะเริ่มได้คือภายในตัวเรา แล้วจึงสานต่อจากตรงนั้นออกไป
การทำงานสร้างสันติอาจดูเหมือนว่าเป็นเพียงหยดน้ำหยดหนึ่งในมหาสมุทร ใช่...เวลาที่มีความรุนแรงในระดับใหญ่ มันดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่ทุกๆ ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งมีความสำคัญ และมันสามารถเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะเมื่อคนตระหนักรู้ถึงผลเสียของความรุนแรงที่เกิดขึ้น ความพยายามสร้างสันติก็สามารถเกิดขึ้นได้







