
เศรษฐกิจสลบ ต้องโด๊ปด้วยดอกเบี้ย
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็นครั้งแรกของปีนี้ โดยลดจาก 2.25% เหลือ 2%
โดย ชลลดา อิงศรีสว่าง
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็นครั้งแรกของปีนี้ โดยลดจาก 2.25% เหลือ 2% ด้วยเหตุผลได้ประเมินว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจะมีมากขึ้น จากสถานการณ์การเมืองที่ยังยืดเยื้อ
กนง.เห็นว่าเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถผ่อนปรนนโยบายการเงินได้เพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนภาคเศรษฐกิจ
ที่สำคัญ กนง.ประเมินว่าการลดดอกเบี้ยจะไม่ส่งผลกระทบเงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทมากนัก เพราะตลาดคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว
ทันทีที่ กนง.แถลงการลดดอกเบี้ยอย่างเป็นทางการ ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลง 0.10% และดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ก็ลดลง 0.125%
ตามมาด้วยธนาคารกสิกรไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลง 0.13% ดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) เป็น 7.40%
สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาได้ปรับลดลง 0.13% จากเดิม 0.63% เป็น 0.50% และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง 0.15-0.25% และธนาคารกรุงเทพลดดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์และเอ็มโออาร์ลง 0.125% อีกทั้งได้ลดดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลง 0.125% และดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทลดลงตั้งแต่ 0.10-0.25%
การลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ในครั้งนี้ มีแรงกดดันมาจากปัญหาการเมืองที่ลากให้ภาวะเศรษฐกิจดิ่งลงเหวอย่างช้าๆ ตัวเลขเศรษฐกิจแทบทุกตัวดูแย่ลงทั้งหมดเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และดูแย่ลงไปเรื่อยๆ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ปิดสถานที่ราชการต่อเนื่อง จนทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจก็ไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมาย ทำให้เศรษฐกิจซึมลงเรื่อยๆ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในเดือน ม.ค.อยู่ที่ระดับ 61.4 ถือเป็นการปรับตัวลดลงในระดับต่ำสุดในรอบ 26 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554
การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือน ม.ค. 2557 ขยายตัวติดลบ 55.9% ต่อปี ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์หดตัวทั้งจากในส่วนภูมิภาคและเขต กทม. โดยภาพรวมในเดือน ม.ค.ขยายตัวติดลบ 30.3% ต่อปี
การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณหดตัวลงทั้งในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรและการก่อสร้าง การนำเข้าสินค้าทุน ขณะที่การส่งออกสินค้าไทยเดือนแรกของปีนี้ติดลบ 2% ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้เริ่มต้นได้ไม่ดีเท่าไหร่
เมื่อไม่สามารถใช้นโยบายการคลังได้เต็มที่ ก็จะต้องมาคาดหวังกับนโยบายการเงิน ซึ่ง ธปท.เองก็เหมือนจะรู้ว่าต้องแบกความคาดหวังของประชาชนไว้บนบ่า แม้จะมีความไม่แน่ใจในภาวะเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายก็ยอมลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา
การขานรับของธนาคารพาณิชย์ในการลดดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้เพียงแค่ 0.125-0.15% น้อยนิดจนแทบไม่มีผลอะไรกับตลาดและความรู้สึกของประชาชนที่กำลังขวัญเสียจากปัญหาการเมืองที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะจบลงเมื่อไร จนทำให้บรรยากาศการใช้จ่ายหดหายไป
ฉะนั้น หากจะให้การใช้นโยบายการเงินที่มีเครื่องมือเพียงสิ่งเดียวคือ ดอกเบี้ย พยุง หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะต้องคิดให้สะเด็ดน้ำ
หากแค่พยุงเศรษฐกิจ การลดดอกเบี้ยนโยบายแค่ 0.25% ก็น่าจะเพียงพอ แต่หากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ไม่น่าจะช่วยอะไรมากนัก
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า สภาพคล่องในตลาดเงินขณะนี้ยังมีเพียงพอที่จะไม่ต้องลดดอกเบี้ย ทั้งที่ควรจะลดดอกเบี้ยได้เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์การเมือง ดังนั้นจึงต้องเก็บสภาพคล่องไว้ก่อน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็จะปลอดภัยกว่าการไประดมเงินฝากในช่วงนั้น
“การลดดอกเบี้ยลงแค่นี้ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ได้ขยายสินเชื่อ ทางลูกค้าเองก็ไม่ต้องการใช้เงิน สินเชื่อไม่ขยายตัวอยู่แล้ว ดอกเบี้ยไม่มีผลต่อการใช้จ่ายและการลงทุนเท่ากับความเชื่อมั่น” บุญทักษ์ กล่าว
ทางด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เชื่อว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะลดลงมาอยู่ที่ 1.75% ได้ภายในครึ่งปีแรก เท่ากับทางไทยพาณิชย์เชื่อว่าในการประชุมครั้งต่อไปของ กนง.จะต้องมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25%
การคาดการณ์ดังกล่าวเกิดจากเห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ ในภาวะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง และขาดแรงกระตุ้นจากภาคการคลัง เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงมีมากกว่าปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและด้านเสถียรภาพอื่นๆ เช่น การเร่งตัวของหนี้ครัวเรือน และภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย
แน่นอนว่า หากดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ คุณภาพหนี้ของธนาคารพาณิชย์ก็ไม่น่าจะด้อยลง เป็นภาระให้ธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่ม จนกระทบต่อผลประกอบการ
ลูกหนี้ที่กำลังเงินฝืดจากการค้าขายซบเซาก็จะมีภาระดอกเบี้ยลดลง แม้จะน้อยนิดก็ดีกว่าไม่ได้ลดต้นทุนอะไรเลย
ข้อเสียของการลดดอกเบี้ย จะว่าไปแล้วก็มีประการเดียวคือ ทำให้กำไรของธนาคารพาณิชย์ลดลง
การดำเนินนโยบายการเงิน การคลัง ใดๆ ก็ตาม กว่าจะเห็นผลจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3-6 เดือน ดังนั้น การลดดอกเบี้ยวันนี้ก็จะไปเห็นผลดีในอนาคต
และหากมองไปในอนาคต ปัญหาการเมืองที่ลากยาวมากว่า 6 เดือนแล้ว จะทำให้เศรษฐกิจแย่ลง การลดดอกเบี้ยก็ควรจะทำในช่วงนี้ และก็เกิดคำถามว่า หากลดดอกเบี้ยลงแค่นี้ เพียงพอที่จะชดเชยการซบเซาของเศรษฐกิจในอนาคตได้ไหม
หากพิจารณาจากอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้ที่ ธปท.ฟันธงว่าจะเติบโตไม่เกิน 3% แล้วล่ะก็ การลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงแค่นี้คงไม่เพียงพอที่จะพยุงเศรษฐกิจไว้ได้
ความหมายของจีดีพีที่เติบโตต่ำ หมายถึงการจ้างงานสำหรับแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดจะว่างงานมากขึ้นเพราะงานไม่ขยาย มีคนว่างงานมาก ปัญหาสังคมก็จะตามมาลามไปเป็นลูกโซ่
ดังนั้น อีกไม่ช้า คงจะได้เห็น กนง.จำใจหั่นดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้งอย่างแน่นอน







