
ปึ้งปูดม็อบจบเดือนมี.ค. ปูเชื่อต่างชาติขวางปฏิวัติ
รัฐบาลโดย สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์การเมืองจากนี้ไปคงไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว และจะจบได้ภายในเดือน มี.ค.นี้
รัฐบาลโดย สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์การเมืองจากนี้ไปคงไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว และจะจบได้ภายในเดือน มี.ค.นี้
“ขอให้มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า เหตุการณ์ทุกอย่างจะจบสิ้นปลายเดือน มี.ค.นี้แน่นอน ต้นเดือน เม.ย.ทุกอย่างจะดีขึ้น ซึ่งเป็นการจบโดยที่ประเทศไม่เสียหายและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขอให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เลิกหวังนายกฯ คนกลาง มันไม่มีแน่นอน เลิกฝันได้เลย” สุรพงษ์ ระบุ
สุรพงษ์ ยังได้ระบุอีกว่า ในวันที่ 14 หรือวันที่ 17 มี.ค. กระทรวงการต่างประเทศจะเชิญทูตานุทูตที่ประจำในประเทศไทย มาชี้แจงและสอบถามความเห็นเกี่ยวกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า กระทบกับความเชื่อมั่นของต่างประเทศ่หรือไม่ รวมทั้งขอข้อเสนอแนะ จากคณะทูตานุทูตด้วย
ขณะที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์พิเศษสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ตอนหนึ่งระบุว่า นานาประเทศจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเข้าสู่การปฏิวัติรัฐประหาร และการปฏิวัติรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมานั้น เป็นบทเรียนที่เพียงพอให้กับทุกคนว่า การปฏิวัติรัฐประหารไม่ได้ทำให้ปัญหาในประเทศไทยคลี่คลายลงได้ กลับเป็นผลที่จะซ้ำเติมประเทศไทยได้
“ดิฉันเชื่อว่า ถ้าเรารักษาความสงบไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรง การปฏิวัติรัฐประหารก็จะไม่เกิดขึ้นในไทย ในวันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว หลายๆ ประเทศจะเห็นว่ารัฐประหารไม่ใช่คำตอบ” ยิ่งลักษณ์ ระบุ
สำหรับคำครหาเรื่องถูก พ.ต.ท.ทักษิณ พี่ชาย ครอบงำนั้น ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า การเป็นนายกฯ มา 2 ปีกว่า ถ้าไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง เชื่อว่าไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้ใน 2 ปีแรก
“จากวันแรกที่เข้ามาบริหารประเทศจะพบว่า มีวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ถ้าดิฉันต้องพึ่งพากับทุกคน หรือแม้กระทั่งกับพี่ชายก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถผ่านและฟันฝ่าวิกฤตต่างๆ มาได้ถึง 2 ปีกว่า” ยิ่งลักษณ์ ระบุ
วันเดียวกัน อดีต สส.พรรคเพื่อไทย นำโดย ชวลิต วิชยสุทธิ์ พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน ได้ยื่นเรื่องให้ศาลอาญาดำเนินคดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว.เป็นไป เพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“เป็นข้อหาอุกฉกรรจ์ ประหารชีวิตพวกผมในทางการเมือง การฟ้องครั้งนี้เห็นว่าตุลาการเสียงข้างมากได้สถาปนาอำนาจในการวินิจฉัย ขยายเขตอำนาจในการวินิจฉัยก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภา ทำลายหลักนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเพื่อปกป้องการใช้อำนาจ โดยสุจริตของรัฐสภาที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องร้องเอาผิดตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก” ชวลิต ระบุ
พล.ต.อ.วิรุฬห์ กล่าวว่า เคารพคำวินิจฉัยของศาล แต่ไม่เห็นด้วยเพราะศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจโดยมิชอบ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจรัฐสภา มีการดำเนินการจนเสร็จสิ้นจนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายถือเป็นพระราชอำนาจ แต่ศาลกลับวินิจฉัยว่าการแก้ไขเป็นความผิดก่อน ซึ่งยังอยู่ในพระราชวินิจฉัย ตนจึงเห็นว่าต้องไปร้องศาลอาญาเพื่อขอความเป็นธรรม หากไม่มีความยุติธรรมบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ
ด้าน สรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่า คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างให้ผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ส่วนที่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานเพิ่มเติมนั้น ป.ป.ช.เห็นว่าควรสอบพยานดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาอย่างเต็มที่ คาดว่าน่าจะส่งเรื่องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.รับทราบได้ในสัปดาห์หน้า
สำหรับความคืบหน้าในคดีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว นั้นทาง ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ระบุว่า ทางทนาย ยิ่งลักษณ์ ได้มาคัดลอกสำนวนคดีการรับจำนำข้าวจาก ป.ป.ช.ไปเรียบร้อยแล้ว และระหว่างนี้ก็รอให้นายกฯ ประสานมาว่า จะมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในวันใด แต่ต้องไม่เกินวันที่ 14 มี.ค.
อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ ไม่ติดต่อมาภายในวันดังกล่าวถือว่าไม่ติดใจจะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือถ้าประสงค์จะขอเลื่อนก็สามารถทำได้ ซึ่งตามปกติแล้ว ป.ป.ช.จะอนุญาตให้เลื่อนการชี้แจงได้ 15 วัน เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และหากจะขออ้างพยานหลักฐานใดๆ ให้ ป.ป.ช.ไต่สวนเพิ่มเติมก็ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป







