posttoday
ฝากชีวิต

ฝากชีวิต

08 มีนาคม 2557

ปัจจุบันนี้การผ่าตัดบายพาสหัวใจถือว่าเป็นการผ่าตัดธรรมดาแล้ว ถึงแม้ว่าจะยุ่งยาก

ปัจจุบันนี้การผ่าตัดบายพาสหัวใจถือว่าเป็นการผ่าตัดธรรมดาแล้ว ถึงแม้ว่าจะยุ่งยากและละเอียดอ่อนก็ตาม เพราะเดี๋ยวนี้ปีหนึ่งๆ มีคนไทยที่ทำบายพาสประมาณ 1,500-1,800 คนต่อปี

ในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช ดังนั้นศิริราชจึงมีความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะคณะแพทย์ประจำของศิริราชแต่ละท่านมีโอกาสได้ทำเคสต่างๆ จำนวนมาก เกือบจะเรียกว่าทุกวัน บางวันมากกว่าหนึ่งราย

ศิริราชเป็นทั้งมหาวิทยาลัยแพทย์และโรงพยาบาลไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นเครื่องมือต่างๆ เพื่อปฏิบัติการและเพื่อการเรียนการสอน จึงมีความทันสมัยที่สุดที่พึงหามาได้ แพทย์ประจำก็มีประสบการณ์หลากหลาย ตั้งแต่น้อยๆ จนถึงขั้นปรมาจารย์ อายุงานมากกว่า 30 ปี เป็นต้น จึงเป็นที่น่าไว้วางใจได้ว่าอัตราความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำสุด ถ้าจะเข้ารับการผ่าตัดที่นี่

เทียบกับเมื่อ 20 ปีเศษก่อน ประเทศไทยยังมีผู้เชี่ยวชาญทางการผ่าตัดหัวใจน้อยมาก เครื่องมือก็ยังไม่ครบและทันสมัย ผู้ป่วยรุ่นก่อนๆ ถ้าพอมีสตางค์ ก็ต้องไปรับการผ่าตัดที่ต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสหรัฐ เพราะมีหมอไทยเก่งๆ ประจำอยู่หลายคน ผมรู้จักผู้ใหญ่หลายท่านเคยต้องไปผ่าตัดต่างประเทศมาแล้ว ค่าใช้จ่ายสูงและยังลำบากในการดูแลปฏิบัติระหว่างพักฟื้นอีกต่างหาก

จากข้อมูลที่ได้เพิ่มเติมจากแพทย์ผู้ชำนาญด้านนี้ ทราบว่าปัจจุบันมีวิธีทำได้หลายอย่าง ตั้งแต่ผ่าเปิดอก หยุดหัวใจ และเอาเครื่องช่วยหัวใจและปอดทำงานแทน ระหว่างทำบายพาสซึ่งเป็นวิธีดั้งเดิม วิธีนี้ก็ทำงานง่ายสะดวกและเรียบร้อย เพราะสามารถเย็บเส้นเลือดต่างๆ เข้ากับหัวใจในขณะที่หัวใจหยุดทำงาน แต่ก็มีข้อเสียคือ ต้องเปิดทรวงอก โดยวิธีผ่ากระดูกบริเวณหน้าอกและเย็บกลับเข้าด้วยกันด้วยวัสดุพิเศษจนกว่าจะหายสนิท การพักฟื้นต้องใช้เวลาเพราะเป็นแผลใหญ่

ส่วนวิธีอื่นที่ไม่ต้องเปิดทรวงอกและหยุดหัวใจนั้น ทำได้โดยใช้กล้องและเครื่องมือเย็บเข้าทำงานในพื้นที่ที่ต้องการ วิธีนี้เจ็บน้อยแต่ไม่ละเอียด เพราะอาจไม่เห็นปัญหาซ่อนเร้นบางอย่างที่หัวใจบังอยู่ หรือการเย็บเส้นเลือดเข้ากับหัวใจก็อาจไม่สนิทเรียบร้อย เหมือนหัวใจหยุดนิ่ง แต่ปัจจุบันมีโรงพยาบาลหลายแห่งนำเสนอวิธีนี้เป็นจุดขาย

ศ.คลินิก สมชาย ศรียศชาติ ซึ่งเป็นหมอศัลย์ที่ผมตกลงใจมอบหมายความไว้วางใจให้เป็นผู้ทำบายพาส แนะนำผมว่าควรใช้วิธีมาตรฐาน คือ เปิดทรวงอก ท่านบอกว่า อาจารย์แพทย์หัวใจดังๆ หลายท่านที่รู้จักยืนยันว่าวิธีการนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด แม้แต่อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ก็ใช้วิธีเปิดทรวงอก

เพื่อความแน่นอน ผมตัดสินใจใช้วิธีเปิดทรวงอก

เมื่อทำเรียบร้อยแล้วก็ดีใจว่าตัดสินใจถูก เพราะหมอสมชายบอกว่า ต้องทำถึง 4 เส้น 6 จุด ด้วยกัน ไม่ใช่ 3 เส้น 4 จุด ตามภาพใน X-ray เพราะพบว่ามีเส้นที่หัวใจบังอยู่กำลังจะเป็นปัญหาเช่นกัน

ผมตัดสินใจเลือกอาจารย์ นพ.สมชาย ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักท่านมาก่อน ท่านก็ไม่คุ้นเคยกับผมเช่นกัน คงไม่ทราบพื้นเพอาชีพการทำงานด้วยซ้ำไป เพราะเราพบกันครั้งแรกวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. ระหว่างที่ผมนอนรอให้เส้นเลือดระหว่างขาหนีบสมานตัวอยู่ ท่านแวะมาพบก่อนเที่ยงหลังจากทราบความจำนงว่า ผมจะขอให้ท่านผ่าตัดให้ ก็นัดหมายว่าควรจะเป็นเมื่อไร

ใจผมนั้นอยากทำเร็วที่สุด เพราะเมื่อตัดสินใจแล้วไม่อยากต้องกังวลใจคิดมากนานเปลืองประสาทเปล่าๆ ผมถามว่า ท่านออกผ่าตัดวันไหนบ้าง ท่านบอกว่าอังคาร พฤหัสฯ แต่คิวยาว ผมตอบว่า อยากทำภายใน 1 อาทิตย์จากวันนี้เลย ขอเวลา 7 วัน เตรียมตัวเพื่อมอบหมายงาน และยกเลิกนัดหมายส่วนตัวสำคัญๆ เท่านั้น

ท่านถามว่า ตกลงคุณจะผ่าตัดแบบ The Poor (คนจน) หรือ The Rich (ศูนย์หัวใจพิเศษ)

ที่ท่านบอกอังคาร/พฤหัสฯ หมายถึงคนไข้สามัญต้องรอตามคิว แต่ถ้าแบบศูนย์หัวใจพิเศษ วันไหนก็ได้ที่ห้องว่าง เพราะได้รับสิทธิพิเศษ เนื่องจากต้องจ่ายค่าผ่าตัดในอัตราที่สูงใกล้เคียงกับเอกชน ดังที่ผมกล่าวไว้เบื้องต้น

เมื่อทำความเข้าใจกันแล้ว ก็นัดหมายว่า 1 อาทิตย์จากวันตรวจฉีดสี คือวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งเป็นวันอาทิตย์จะเป็นวันผ่าตัด

หลังจากผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว คุณหมอสมชายได้ถามผมให้หายกังขาว่า ทำไมเลือกท่านทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันเลยและไม่มีใครแนะนำผมกับท่านด้วย ผมก็ตอบตามจริงว่า คุณหมอชุณหเกษมเรียงท่านเป็นอันดับหนึ่งในสามหมอที่ผมให้แนะนำ และผมมีโอกาสได้ปรึกษา นพ.ปริญญา สากิยลักษณ์ เพื่อนผู้พี่ของผมที่เคยเป็นอาจารย์สอนที่ศิริราช และมี นพ.สมชาย เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ พร้อมทั้งได้ร่วมทีมผ่าตัดกันด้วย

นพ.ปริญญา บอกผมว่า คุณหมอชายเป็นหมอใจเย็น มือนิ่ง อดทน เรียบร้อย และพิถีพิถัน ไม่ยอมอะไรง่ายๆ เชื่อมือได้ ผมจึงตกลงใจเลือกท่านโดยไม่พูดจากันก่อนด้วยซ้ำไป คุณหมอรับทราบและพอใจกับคำอธิบาย โดยส่วนตัวผมนั้นเชื่อในจรรยาบรรณแพทย์ว่า หมอจะรู้จักคนไข้หรือไม่ก็ตาม คนจนหรือคนรวยก็ตาม คุณหมอท่านย่อมต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดที่จะทำได้อยู่แล้ว จึงไม่มีความกังวลใจแม้แต่น้อยว่าไม่รู้จักหมอและหมอไม่รู้จักเรา นึกย้อนถอยหลังไป เราก็กล้าหาญพอสมควรที่จะฝากชีวิตไว้กับคนที่เราไม่รู้จักในช่วง 4-5 ชม. ที่อยู่ระหว่างผ่าตัด

ผมยืนยันว่าไม่เคยกังวลใจ ไม่นึกกลัวกับการผ่าตัด และไม่นึกว่าจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้น ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น ต่างกับภรรยาผมซึ่งเล่าให้ผมฟังภายหลังว่า เวลาที่พยาบาลมานำตัวผมไปห้องผ่าตัดนั้น เธอกลัวมาก กลัวขนาดวิ่งตามลูกๆ ไปห้องผ่าตัดไม่ทัน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผมได้เย้าภรรยาว่า เธอกลัวฉันจะรอดกลับมา และสมบัติที่มอบหมายไว้จะต้องถูกยึดคืนน่ะสิ

ปากก็ว่าไปอย่างนั้นล่ะ เพราะความจริงเกือบทุกอย่างอยู่ในชื่อภรรยาหมด ผมเป็นผู้อาศัยเธอมากกว่า ฮาๆ...

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา