
ประเมินสถานการณ์
การปฏิรูปการเมืองที่ยั่งยืนเข้มแข็งและเป็นจริงต้องเริ่มต้นจากการทำให้กฎหมายเล็กกฎหมายน้อยในชีวิตประจำวันของผู้คนบังคับใช้ได้ผลจริงๆ อย่างเท่าเทียมกันเสียก่อน โดยผู้คนทั่วไปทั้งตัวเล็กตัวน้อยและตัวใหญ่สามารถมีส่วนร่วมที่จะทำให้กฎหมายที่บังคับใช้ในชีวิตประจำวันมันเป็นกฎหมายจริงๆ และรู้สึกได้ถึง “การปฏิรูป” ที่ใกล้ตัว แล้วค่อยๆ ต่อยอดไปเรื่องที่ใหญ่ขึ้นๆ เรื่อยๆ จากรากไปสู่บน
การปฏิรูปการเมืองที่ยั่งยืนเข้มแข็งและเป็นจริงต้องเริ่มต้นจากการทำให้กฎหมายเล็กกฎหมายน้อยในชีวิตประจำวันของผู้คนบังคับใช้ได้ผลจริงๆ อย่างเท่าเทียมกันเสียก่อน โดยผู้คนทั่วไปทั้งตัวเล็กตัวน้อยและตัวใหญ่สามารถมีส่วนร่วมที่จะทำให้กฎหมายที่บังคับใช้ในชีวิตประจำวันมันเป็นกฎหมายจริงๆ และรู้สึกได้ถึง “การปฏิรูป” ที่ใกล้ตัว แล้วค่อยๆ ต่อยอดไปเรื่องที่ใหญ่ขึ้นๆ เรื่อยๆ จากรากไปสู่บน
อยากจะถามคนที่ชอบอ้างว่า การเลือกตั้งหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ใหญ่ๆ เป็นพระราชกฤษฎีกา ใครฝ่าฝืนก็เท่ากับขัดพระปรมาภิไธย แล้วทีกฎหมาย พ.ร.บ. สารพัดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ละเมิดไม่เคารพกันโครมๆ ไม่มีใครว่าอะไร?
คนจำนวนไม่น้อยในพวกที่อ้างว่าเป็น “คนดีของในหลวง” หรือ “นักรบพระราชา” และคนจำนวนไม่น้อยที่อ้างประชาธิปไตยต้องไม่สองมาตรฐานคนเราต้องเท่ากัน ก็ไม่เห็นว่าคนพวกนี้จะเคารพพระปรมาภิไธยหรือมีมาตรฐานอะไรในการเคารพกฎหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่เคยเห็นคนอื่นเท่าเทียมกันในทางกฎหมายที่ใช้ในประจำวันเลย
ต่อกรณีข้อเสนอนายกรัฐมนตรีคนกลาง บางฝ่ายเห็นว่าสุดโต่งเกินกติกา แต่บางคนก็บอกว่าอย่านำกฎหมายมาเป็นเงื่อนล็อกทำให้การเมืองติดขัด ผู้เขียนเห็นว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะไม่สุดโต่ง หากสภาวะสุญญากาศทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือของขั้วการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่งที่เป็นคู่ขัดแย้งในการโค่นล้มฝ่ายตรงข้าม และข้อเสนอนี้จะไม่สุดโต่งหากเป็นข้อเสนอจากขั้วอำนาจกลางที่ต้องการจะสลายความขัดแย้งของขั้วการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้ง และข้อเสนอนี้จะไม่สุดโต่ง หากคนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางสามารถเป็นที่ยอมรับได้จากขั้วการเมืองคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายได้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม การที่คนจำนวนหนึ่งคิดว่า ไม่ควรให้กฎหมายเป็นเงื่อนล็อก เป็นเพราะปกติคนไทยเราในชีวิตประจำวันก็ไม่เคยเห็นหัวกฎหมายอยู่แล้ว แต่จะเห็นหัวกฎหมายต่อเมื่อเห็นหัวตำรวจหรือผู้มีอำนาจ สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของความไร้เสถียรภาพไร้ระเบียบทางการเมืองเกิดจากการยอมปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมายเล็กกฎหมายน้อยกันอยู่เรื่อยๆ หรือเป็นประจำอยู่ สส. นักการเมืองก็เคยชินกับสิ่งนี้ทั้งในชีวิตประจำวันในฐานะที่เขาเป็นประชาชนคนหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อใช้ชีวิตในรัฐสภาก็ทำในสิ่งที่เคยชินกันมาทั้งชีวิต หรือถ้ามาขับเคลื่อนมวลชนก็พร้อมที่จะละเมิดกฎหมาย ผู้คนก็ไม่ว่าอะไร เพราะโดยปกติ มันก็ละเมิดกันอยู่แล้ว พอละเมิดมากขึ้นก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาด่ามาว่ามาต่อสู้ เพราะปกติ วันๆ กูก็ละเมิดกฎหมายอยู่แล้วเหมือนกัน ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะโดยปกติ ก็ปล่อยให้ละเมิดเป็นปกติอยู่เช่นกัน พอนายสั่ง ก็เอาซะหน่อย พอเอาซะหน่อย ประชาชนก็เคารพสักหน่อย พ้นไปสองสามวันก็กลับมาเหมือนเดิม การปลดล็อกกฎหมายเพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลางเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และมันเป็นสิ่งที่เคยชินกันอยู่ในสังคมไทย ถ้าเรายอมรับว่ามันไม่สุดโต่ง เราก็คงต้องยอมรับว่า นี่มันคือวิถีแบบไทย วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ หรือเป็นประเพณีการปกครองของไทย ซึ่งคำถามคือ เราอาจต้องยอมรับ เพราะเราเป็นกันเช่นนี้?
ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อมีนายกรัฐมนตรีคนกลางขึ้นมาจริงๆ ก็หมายความว่า จะต้องมีการลงพระปรมาภิไธย แล้วจะถูกตีความว่า สถาบันพระมหากษัตริย์รับรู้และเห็นด้วยกับ กปปส. หรือเปล่า? หรือถูกตีความว่า คนที่ถูกเสนอชื่อขึ้นไปนั้นเป็น “คนของสถาบันฯ” และสถาบันฯ จะต้องมารับผิดชอบกับนายกรัฐมนตรีคนกลางนี้หรือไม่และแค่ไหน? เพราะนายกรัฐมนตรีคนกลางเกิดขึ้นจากการตีความมาตรา 7 ที่มีเนื้อหาเปิดให้ตีความได้อย่างกว้างขวางได้ว่า อะไรคือประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข?
สถานการณ์จนล่าสุดขณะนี้ เรียกได้ว่า ฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งได้ “ลงทุน” ไปอย่างมหาศาล และยังจะ “ลงทุน” ต่อไปในอนาคตอีก ทุนที่ว่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงต้นทุนทางสถาบันทางสังคมการเมืองทั้งหมด ทั้งนี้ ยังรวมถึงชีวิตและชะตากรรมของผู้คนจำนวนมากเพื่อการปลดอำนาจทางการเมืองจากอีกฝ่าย จำได้ว่ามีปราชญ์ทางการเมืองท่านหนึ่งเคยชี้ไปในประวัติศาสตร์และบอกว่า ในการต่อสู้เพื่อให้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองนั้น หากระดม “สรรพกำลัง” จากหลากหลายฝ่ายในสังคมจนเกินเหตุ สิ่งที่ติดตามมาเสมอก็คือ ผู้ปกครองใหม่จะไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องจากฝ่ายต่างๆ ที่ “ร่วมลงทุน” ไปได้ ความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ปกครองใหม่ไม่สามารถรับมือกับข้อเรียกร้องได้ หรือผู้ปกครองใหม่จำต้อง “จัดการ” กับคู่ขัดแย้งใหม่ที่เคยเป็นพันธมิตรกันมาก่อน
สถานการณ์ขณะนี้ทำให้สังคมไทยเราอยู่ระหว่างทางสองแพร่ง ระหว่างเลือกรักษากฎหมายและเสถียรภาพทางการเมืองไว้ แม้ว่าระเบียบการปกครองที่เป็นอยู่จะไม่ดี กับการปฏิเสธระเบียบระบอบที่ชั่วร้าย แต่ก็ต้องเข้าไปอยู่ในวังวนของความไร้ระเบียบอย่างสับสนอลหม่าน แบบแรกไม่ค่อยจะอุดมคตินักเพราะเน้นไปที่เป้าหมายที่ไม่สูง แต่ต้องทนอยู่กับความฉ้อฉลต่อไป ส่วนแบบหลังนั้นก็อุดมคติจนเกินไป ใครจะเชื่อว่า เราจะปฏิรูปการเมืองได้อย่างหน้ามือเป็นหลังมือภายในระยะเวลาเพียงปีสองปี ภายใต้วิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในบ้านเรา







