
ปฏิรูปยกขบวนตำรวจ-อัยการ-ศาล-ราชทัณฑ์
เสียงเพรียกหาสังคมที่ดีกว่า มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ดังเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เสียงเพรียกหาสังคมที่ดีกว่า มีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ดังเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้
ประเด็นสาธารณะมีหลากหลายข้อเสนอแนะมีมากมาย หนึ่งในนั้นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าจะต้องให้เกิดการปฏิรูปโดยเร็วที่สุดคือ “ตำรวจ”
อย่างไรก็ดี ตำรวจเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในสายธารยุติธรรมทั้งสาย ดังนั้นหากจะปฏิรูปกันอย่างจริงจังแล้วจำเป็นต้องมอง “กระบวนการยุติธรรม” ให้ครบทุกเหลี่ยม
สุรพงษ์ จันกองทึก กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ให้ความเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยถือว่าใช้ได้ แต่ก็มีประเด็นที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะ “ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการยุติธรรม” ซึ่งมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นระบบพรรคพวกหรือระบบอุปถัมภ์อุ้มชู
“ถ้านายสั่งมา ข้างบนสั่งมา ก็ไม่ดำเนินการ หรือแม้แต่การใช้เงิน การส่งส่วยตำรวจ ก็สามารถหลบเลี่ยงกฎหมายได้ ตัวอย่างเช่น ทุกคนรู้ดีว่าบ้านเรามีซ่องมีบ่อนในทุกพื้นที่ แต่ก็มีการจ่ายเงินให้กระบวนการยุติธรรมเป็นรายเดือน สุดท้ายก็ไม่มีการจัดการ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหากเราสามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองที่ดีขึ้นด้วย” สุรพงษ์ ระบุ
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือ “กรอบคิดของสังคมไทย” เพราะปัจจุบันมุ่งเน้นเรื่องคุณธรรมและการมีส่วนร่วมน้อยมาก คนในสังคมไม่ได้คำนึงว่าเมื่อทำผิดแล้วจะทำให้สังคมเดือดร้อน แต่ทุกคนกลับเกรงกลัวการลงโทษหรือการติดคุกแทน และอีกประเด็นคือความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือว่าเป็นความอยุติธรรมชนิดหนึ่ง
“กว่าจะสอบสวน ฟ้องร้อง ตัดสิน แต่ละคดีต้องต่อสู้กันถึง 10 ปี จึงไม่แปลกที่หลายเรื่องจะไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพราะล่าช้า” นักกฎหมายรายนี้กล่าว
สำหรับองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและจำเป็นต้องปฏิรูป สุรพงษ์ บอกอีกว่า มีทั้งสิ้น 4 องค์ประกอบใหญ่ๆ เริ่มตั้งแต่ 1.ตำรวจ ซึ่งปัจจุบันมีอำนาจมากเกินไป กำหนดให้คนติดคุกไม่ติดคุก ถูกปรับไม่ถูกปรับได้ โดยสถิติจากองค์กรรับเรื่องร้องเรียนต่างๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือเรื่องร้องเรียนอันดับ 1 เกิดจากตำรวจ ดังนั้นต้องทำให้ตำรวจมีอำนาจน้อยลง และต้องกระจายอำนาจให้ตำรวจเป็นตำรวจบ้านตำรวจชุมชน
“ปัจจุบันตำรวจไม่สนใจชาวบ้าน เพราะกินเงินเดือนจากส่วนกลาง แต่หากปฏิรูปแล้วตำรวจจะต้องทำดีกับชาวบ้านและชุมชน ซึ่งถือเป็นการสร้างอำนาจให้ชาวบ้านคานกับตำรวจ” สุรพงษ์ ระบุ
2.อัยการ อัยการต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้น คือต้องเข้ามาสืบสวนเองได้ 3.ศาล เป็นไปในลักษณะเดียวกับอัยการ คือ ต้องรุกด้วยการลงไปสอบสวนคดีเอง ไม่ใช่อยู่บนหอคอยแล้วรอทุกอย่างจากตำรวจ
“ศาลต้องเปลี่ยนวิธีคิด เช่น การรับบุคลากรก็ต้องเหมาะสม ทั้งวุฒิภาวะ วัยวุฒิ และที่สำคัญต้องเข้าใจโลก เข้าใจความเป็นไปของสังคม ไม่ใช่ยึดติดแต่กับความรู้เพียงอย่างเดียว” กรรมการสภาทนายความเสนอเช่นนั้น
สำหรับองค์ประกอบสุดท้าย 4.กระบวนการราชทัณฑ์ โดยปัจจุบันคนจำนวนมากที่ติดคุกไม่ใช่ผู้ที่กระทำผิด และเมื่ออยู่ในราชทัณฑ์แล้วก็ไม่มีการดำเนินการตามหลักการ “ควบคุมคนไม่ดี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คืนคนดีสู่สังคม” คือมุ่งแต่จะกักขังควบคุมตามระยะเวลาเท่านั้น ซึ่งพบว่าคนที่ออกจากคุกส่วนมากก็จะกระทำผิดซ้ำ มากไปกว่านั้นคือมีวิชากระทำผิดที่แยบยลกว่าเดิม
“อย่างผู้ต้องหาคดีข่มขืน ถามว่าเราจะตรวจสอบอย่างไรว่าคนนี้มีจิตใจแบบไหน มีวิธีคิดหรือปมชีวิตอย่างไร มันต้องศึกษาทั้งในอดีตของเขาและระหว่างที่อยู่ในราชทัณฑ์ โดยเจ้าหน้าที่ต้องเชื่อมั่นในการพัฒนาศักยภาพคน ไม่ใช่มองว่าคนเหล่านี้เลวโดยสันดาน แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”
“ในคุกมองกันแต่เรื่องกักขัง กักพื้นที่ให้รับโทษ แต่ไม่เคยมีกระบวนการพัฒนาคน แต่อย่างที่บ้านกาญจนาภิเษก ดูแลเด็กโดยให้อิสระกับเขา แต่จัดทำกระบวนการ สุดท้ายพบว่าสถิติของเด็กเหล่านี้ก่อเหตุซ้ำน้อยมาก” สุรพงษ์ อธิบาย
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะให้ความยุติธรรมกับทุกคน ไม่ใช่มองเพียงว่าเป็นสิทธิของผู้ที่ถูกละเมิดต้องมาร้องขอความยุติธรรมเหมือนที่ผ่านๆ มา







