posttoday
เปิดเสรีขนส่งไทยรอวันเจ๊ง

เปิดเสรีขนส่งไทยรอวันเจ๊ง

12 พฤษภาคม 2553

 

เอสเอ็มอีสุดอ่อนแอส่อเลิก30%

โพสต์ทูเดย์ — เอสเอ็มอีโลจิสติกส์ไทยเตรียมเจ็บตัว ชี้หลังเปิดเสรีโลจิสติกส์ หากผู้ประกอบการไทยไม่เร่งปรับตัวเตรียมหายจากตลาด 2030%

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยผลการศึกษาศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ และขนส่งทางบกไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ว่า ผลกระทบจากการเปิดเสรีบริการสาขาโลจิสติกส์ในปี 25532554 ที่เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นให้กับบุคคล นิติบุคคล ที่มีสัญชาติอาเซียนเข้ามาถือหุ้นได้อย่างน้อย 51% และในปี 25552556 อย่างน้อย 70% จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้านโลจิสติกส์ และการขนส่งทางบกที่เป็นบริษัทไทย โดยอาจส่งผลให้มีการเลิกกิจการเพิ่มขึ้น 2030% ภายใน 3 ปี ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา

เนื่องจากศักยภาพของธุรกิจในสาขาดังกล่าวของไทยยังเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอยู่ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย ทั้งในเรื่องแรงงาน ที่มีความสามารถทางภาษาน้อยกว่า และยังใช้เทคโนโลยีได้ไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ในส่วนของผู้บริหารคนไทยยังมีวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการ ความสามารถและเครือข่ายของผู้บริหารก็น้อยกว่า

นอกจากนี้ การด้านการแข่งขัน ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเป็นรายเล็ก ส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการที่มีเจ้าของเป็นคนไทยมีน้อยและมีการแข่งขันสูง ขณะที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาในระบบขนส่งทางบกยังมีไม่มาก รวมทั้งการดำเนินนโยบายของภาครัฐยังขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ เป็นต้น

“ถ้าไทยไม่เร่งพัฒนาในอีก 34 ปี ก็มีโอกาสโดนเวียดนามแซงได้ แม้ว่าตอนนี้เวียดนามจะยังตามไทยอยู่ แต่เวียดนามก็เร่งพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน” นายอัทธ์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มที่ไทยจะไปลงทุนในอาเซียนในช่วง 35 ปี คาดว่านักธุรกิจไทยจะไปลงทุนในต่างประเทศไม่มากนัก หรือคิดเป็นประมาณ 10% เท่านั้น เนื่องจากยังมีปัญหาด้านภาษา การมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับต่างชาติ และธุรกิจไทยยังไม่มีความเข้มแข็ง มีแต่ปริมาณมากเท่านั้น

ขณะที่การเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ก็จะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นไม่มากนักเช่นเดียวกัน หรือคิดเป็นประมาณ 1015% เพราะก่อนที่จะมีการเปิดเสรีต่างชาติก็ได้เข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้อยู่แล้วแต่ไม่เป็นการเปิดเผย โดยสิงคโปร์มีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น โดยจะเน้นการบริหารจัดการ หรือเป็นคนกลางมากกว่าลงทุนซื้อรถรับส่งสินค้า เนื่องจากมีประสบการณ์มากกว่าและลงทุนน้อยกว่า ส่วนมาเลเซียจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจขนส่งทางบก

ด้านลักษณะการลงทุนจะแตกต่างกันตามขนาดของบริษัทผู้ลงทุน โดยบริษัทใหญ่จะเป็นการลงทุนแบบซื้อกิจการทั้งหมด ขณะที่บริษัทเอสเอ็มอีจะมีการลงทุนแบบร่วมหุ้น ซึ่งบริษัทที่ถือหุ้นทั้งหมดโดยคนไทยจะลดลง โดยเปลี่ยนไปร่วมทุนกับต่างชาติมากขึ้น

ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลและเอกชนต้องเร่งดำเนินการ คือ ภาครัฐต้องสร้างความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของเออีซี ให้ผู้ประกอบการทราบอย่างทั่วถึง ภาคเอกชนควรรวมตัวกันเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของไทยให้มากกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งรัฐต้องเร่งสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการรวมตัว โดยการให้ผลประโยชน์ต่างๆ เช่น ภาษี สิทธิพิเศษ เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน