
อนาคต...หนังไทยในจีน
ด้วยการคำนวณจากสถิติของ 1 ใน 4 บริษัทบัญชีที่ใหญ่ที่สุดของโลก Ernst & Young ระบุว่า ใน ค.ศ. 2020 หรืออีกเพียง 6 ปีข้างหน้า...จีนน่าจะชนะสหรัฐ ในฐานะที่เป็นตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก...เพราะจะโตปีละ 17%
ด้วยการคำนวณจากสถิติของ 1 ใน 4 บริษัทบัญชีที่ใหญ่ที่สุดของโลก Ernst & Young ระบุว่า ใน ค.ศ. 2020 หรืออีกเพียง 6 ปีข้างหน้า...จีนน่าจะชนะสหรัฐ ในฐานะที่เป็นตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก...เพราะจะโตปีละ 17%
คำทำนายนี้อาจไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก ในเมื่อปีที่ผ่านมา...จีนมีสถานะเป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก ชนิดที่ทิ้งที่สอง คือ สหรัฐไปไกลโข
ในปี 2013 จีนทำการค้าขายระหว่างประเทศด้วยมูลค่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐเพิ่งมีตัวเลขรวม 11 เดือน ของปี 2013 เพียง 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ต่อให้เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แม้หากสหรัฐจะค้าขายกับโลกได้ดีขึ้นมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางไล่ทันสถิติที่จีนทำไว้แน่
เมื่อคำนึงว่า “จีน” อยู่ใกล้ไทยขนาดขับรถไปถึงได้ในวันเดียว และจีนมีฐานทางวัฒนธรรมที่เกลื่อนกลืน และสามารถเข้าถึงได้จากสังคมไทยมายาวนาน...อย่างน้อยก็ง่ายกว่าที่ไทยจะอยากเข้าถึง หรือเป็นฝรั่ง ซึ่งที่จริงแล้วฐานทางวัฒนธรรมของฝรั่งอยู่ห่างจากเราไกลกว่าราวกับเป็นคนละขั้วด้วยซ้ำ
จึงน่าเสียดาย ถ้าเราไม่เล็งโอกาสผ่านช่องหน้าต่างจีนทุกช่องที่อาจเปิดให้ไทยค้าขายสู้จีนไม่ได้หรอก โดยเฉพาะถ้าจะแข่งด้วยราคาหรือแข่งด้วยฐานทรัพยากร หรือแข่งด้วยเครือข่ายทางการตลาด อย่าว่าแต่ไทยเลย ต่อให้เอาอาเซียนมารวมกันก็สู้ไม่ได้
แต่ที่ไทยชนะใจตลาดจีนมานาน คือ ความสามารถในการต้อนรับขับสู้ ความสามารถในการยืดหยุ่นทางวัฒนธรรม...และที่สำคัญคนไทยไม่ขยาดหวาดกลัวคนจีน เพราะในประวัติศาสตร์ไทย เราไม่เคยเขียนประวัติศาสตร์ให้จีนเป็นสิ่งน่ากลัวสำหรับไทย ด้วยเพราะส่วนหนึ่งการรับรู้เรื่องฐานวัฒนธรรมจีนของคนไทย ถูกหล่อหลอมว่าจีนเป็นชนชาติที่เน้นเรื่องคุณธรรมจนเราชิน
หนังสือและภาพยนตร์กำลังภายในที่คนไทยได้ดูมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ล้วนตอกย้ำถึงความสำคัญของคุณธรรม หนังไต้หวันหรือฮ่องกงกี่เรื่องต่อกี่เรื่อง ล้วนขายประเด็นคุณธรรม ไม่เหมือนกับหนังของฝรั่งที่เน้นขายความชาญฉลาดของผู้วางแผน ความบริสุทธิ์ ความรักต่อกรกับชั้นเชิงของแผนลับสารพัน
ที่จริง จีนสอนกันเองให้ระแวงฝรั่งเยอะ ทั้งด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่จีนเคยถูกฝรั่งรุมเอาเปรียบมาอย่างหนักเมื่อเพียงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา และจากยุคสงครามเย็นที่ต่างวาดภาพขั้วค่ายตรงข้ามให้น่ากลัวกว่าที่เป็นอยู่จริง
ส่วนฝรั่งนั้นเข็ดขยาดกับประวัติการแผ่อิทธิพลของเจงกิสข่าน ที่รุกไล่ยึดครองไปจนถึงฮังการีในยุโรป เมื่อสมัยเกือบพันปีที่แล้ว นับเป็นประวัติศาสตร์การขยายอาณาเขตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชาติใดๆ ในโลกตลอดกาล เต็มไปด้วยความห้าวหาญ โหดเหี้ยม ผสมผสานกับความก้าวหน้าในการรบของมองโกล ข้อนี้แม้แต่ในภาพยนตร์จีนเอง ก็ยืนยันตรงกับฝรั่ง...อย่างไม่กระมิดกระเมี้ยน เพราะจีนชาวฮั่น ซึ่งเป็นชนชาติส่วนใหญ่ของประเทศ...ไม่เคยนับมองโกลเป็นชาวจีน...แต่ฝรั่งไม่ซาบซึ้งเรื่องนี้ มองว่าคนตาหยีคือจีนเหมือนกันหมด และไม่ยอมรับนับคนหน้าจีนว่าเป็นตะวันตกเหมือนพวกฝรั่ง แม้จะเกิดเมืองฝรั่งและเก่งแค่ไหนก็เถอะ
ทำนองเดียวกัน จีนฮั่นก็ไม่นับแมนจูเป็นพวกตนเช่นกัน ในสายตาเพื่อนบ้านจีนและตะวันตก แมนจูไม่ได้เป็นภัยคุกคามใคร นอกจากต่อประวัติศาสตร์ชาวฮั่นของจีน ในหลายโอกาสนั้น ชาวฮั่นถือว่าราชวงศ์ชิงของแมนจู ซึ่งถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายของแผ่นดินจักรพรรดินั้น เป็นความน่าอับอายด้วยซ้ำ นี่ก็เช่นกัน
จีนเรียกพวกมองโกลกับพวกแมนจูว่า พวกนอกด่านนอกกำแพง (เมืองจีน) เป็นคนป่า ไร้อารยธรรมมานาน...เพียงแต่ตะวันตกไม่ค่อยตระหนักถึงจิตวิญญาณนี้ ฝรั่งทั่วไปจึงมองจีนเป็นผู้รุกรานจากเจงกิสข่าน...และมีผลส่งให้...เพื่อนบ้านของจีนทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันมีสหรัฐหนุนหลัง ยุให้มองจีนอย่างหวั่นเกรง ส่วนจีนก็กร้าวในแง่ที่ว่าแดนอธิปไตยของข้า ใครอย่าแหย็ม ความตึงเครียดในประเด็นปัญหาทะเลจีนใต้ก็ดี เกาะเตียวหยูก็ดี จึงพาให้จีนจำต้องแอนตี้กีดกันสื่อบันเทิงจากคู่ขัดแย้งรอบบ้านอยู่ไม่น้อย แม้ไม่เป็นไปโดยเปิดเผยแต่ก็มีผล
แต่ไม่มีอาการนี้กับสื่อบันเทิงไทยครับ...ที่เราเพิ่งจะเริ่มเปรี้ยงปร้างที่ตลาดจีนนั้น ไม่มีอะไรหรอก...เขาเพิ่งจะรู้จัก ยังไม่ได้ชิม ยังไม่ได้ชมทั่ว
คนเอเชียผิวเหลืองผมดำ ซึ่งล้วนอาศัยอยู่ในฝั่งเอเชียตะวันออกนั้น มีเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย และจีนเท่านั้น ที่มีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีความก้าวหน้าที่สุด โดยไม่นับอินเดียนะครับ (ซึ่งผิวก็ไม่เหลืองด้วย)
ในเมื่อจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ ไม่ไว้ใจตะวันตก ไม่ถูกใจประวัติความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น ก็เหลืออยู่เพียงหนังเกาหลีกับหนังไทย ที่ในที่สุดเป็นสิ่งซึ่งตลาดจีนและรัฐบาลจีนยินยอมให้คนจีนดู...น่าดูทั้งคู่...ยืนอยู่บนฐานทางวัฒนธรรมที่เทียบเคียงจีนได้ทั้งคู่ ประเด็นน่าคิดจึงมีว่า เราจะวางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมตัวเองในด้านการตลาดและอุตสาหกรรมบันเทิงเข้าไปสู่ตลาดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอยู่ใกล้แค่เอื้อมอย่างจีนนี้ได้อย่างไร
ขายหนังให้เขาน่ะเรื่องรองครับ ขายความน่านิยมไทยให้จีนได้เมื่อไหร่ สินค้าไทยมีหวังส่งไม่ทันครับ







