posttoday
หุ่นยนต์ช่วยคนแก่

หุ่นยนต์ช่วยคนแก่

19 กุมภาพันธ์ 2557

วันนี้ขอหันมาเขียนอะไรเบาๆ บ้าง เป็นการลดความเครียด เนื่องจากสภาวะรอบตัวเราตอนนี้ชวนให้เครียดอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ถูกกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งผู้เขียนได้เขียนถึงภาวะเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงว่า เมื่อไม่มีการใช้จ่ายในการบริโภคและการใช้จ่ายของรัฐบาล ประกอบกับการลงทุนที่อาจจะลดลงเนื่องจากผู้ลงทุนน่าจะรีๆ รอๆ ดูสถานการณ์อยู่ (Wait and See) ส่วนการส่งออกนั้นไม่ต้องพูดถึง ง่อยเปลี้ยเสียขามานานแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่น่าจะมีหน้าตาสวยงามนัก ซึ่งความกังวลของผู้เขียนในเรื่องเศรษฐกิจที่ได้เขียนลงโพสต์ทูเดย์ไปเมื่อต้นเดือน ก.พ.นี้ ได้ถูกตอกย้ำโดยบทความที่โพสต์ทูเดย์ลงในการสัมภาษณ์ท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ที่โดยสรุปก็น่าจะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ก็เลยค่อนข้างจะเครียด ยิ่งถ้าดูการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ปรากฏในรายงานของธนาคารโลก และผู้เขียนได้กล่าวถึงแล้วในบทความเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก็ยิ่งเป็นเรื่องน่ากังวลว่า หากปัญหาการเมืองของประเทศเรายังยืดเยื้อต่อไปอีก เราก็อาจโดดเกาะรถขบวนเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวไม่ทัน ถึงแม้จะได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้แทนธนาคารโลกในประเทศไทยเมื่อว

วันนี้ขอหันมาเขียนอะไรเบาๆ บ้าง เป็นการลดความเครียด เนื่องจากสภาวะรอบตัวเราตอนนี้ชวนให้เครียดอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ถูกกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งผู้เขียนได้เขียนถึงภาวะเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงว่า เมื่อไม่มีการใช้จ่ายในการบริโภคและการใช้จ่ายของรัฐบาล ประกอบกับการลงทุนที่อาจจะลดลงเนื่องจากผู้ลงทุนน่าจะรีๆ รอๆ ดูสถานการณ์อยู่ (Wait and See) ส่วนการส่งออกนั้นไม่ต้องพูดถึง ง่อยเปลี้ยเสียขามานานแล้ว ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่น่าจะมีหน้าตาสวยงามนัก ซึ่งความกังวลของผู้เขียนในเรื่องเศรษฐกิจที่ได้เขียนลงโพสต์ทูเดย์ไปเมื่อต้นเดือน ก.พ.นี้ ได้ถูกตอกย้ำโดยบทความที่โพสต์ทูเดย์ลงในการสัมภาษณ์ท่านอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ที่โดยสรุปก็น่าจะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ก็เลยค่อนข้างจะเครียด ยิ่งถ้าดูการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกที่ปรากฏในรายงานของธนาคารโลก และผู้เขียนได้กล่าวถึงแล้วในบทความเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก็ยิ่งเป็นเรื่องน่ากังวลว่า หากปัญหาการเมืองของประเทศเรายังยืดเยื้อต่อไปอีก เราก็อาจโดดเกาะรถขบวนเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวไม่ทัน ถึงแม้จะได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้แทนธนาคารโลกในประเทศไทยเมื่อวันก่อนว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ถึง 45% เพราะอานิสงส์ของเศรษฐกิจโลก ผู้เขียนก็ขอภาวนาให้โลกสวยได้อย่างที่ว่านั้นเถอะ สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ไม่มีสักแวบหนึ่งเชียวหรือในความคิดของคณะผู้บริหารประเทศ ที่จะเห็นแก่ประเทศชาติ และยุติปัญหาทางการเมืองเสียที เพื่อให้เศรษฐกิจของเราไปต่อได้ เพราะหากทุกอย่างจบได้ในช่วงนี้ เศรษฐกิจของประเทศก็น่าจะฟื้นตัวทัน โดยมีภาคการส่งออกเป็นแชมเปียนอย่างเคย เนื่องจากจะได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจโลก

เปิดฉากขึ้นมาว่าจะพูดเรื่องเบาๆ แต่พูดไปพูดมาชักจะมาเข้าเรื่องหนัก ผู้เขียนขอกลับมาคุยเรื่องที่ตั้งใจไว้ดีกว่า เนื่องจากว่าประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ดัชนีของผู้สูงวัย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) สูงขึ้น ขณะที่ดัชนีของผู้ที่อยู่ก่อนวัยทำงาน และอยู่ในวัยทำงาน (อายุ 0–15 ปี และอายุ 16–50 ปี) ลดลง แสดงให้เห็นว่าประเทศเราก็เริ่มทันสมัยกับชาวโลกเขาอีกเรื่องแล้ว ทั้งนี้ผู้เขียนได้เคยเขียนไปแล้ว สังคมวัยชรา หรือสังคมผู้สูงอายุ แม้ในแง่หนึ่งจะมีข้อเสียที่ภาระทางเศรษฐกิจจะตกกับวัยทำงานมากขึ้น และอาจจะเป็นภาระของสังคมมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีนัยทางเศรษฐกิจ และเป็นโอกาสอีกทางหนึ่งของภาคธุรกิจ และการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย ยกตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นที่มีการวิจัยพัฒนากล้ามเนื้อขาแขนเทียม เพื่อช่วยให้คนชราสามารถขยับเดินช่วยตัวเองได้ โดยเฉพาะเมื่อมาดูลักษณะการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยดูจากสถิติเมื่อปี 2554 จะเห็นได้ว่าคนชราของไทยที่อยู่คนเดียวมีประมาณ 8.6% และคนชราที่อยู่กับคู่สมรสเท่านั้น คือ ไม่มีบุตรหรือหลานอยู่ด้วยอีก 17.6% ซึ่งเมื่อรวม 2 กลุ่มนี้เข้าด้วยกันก็นับว่ามีไม่น้อย หรือถึงแม้จะมีคนชราที่อยู่กับคู่สมรสและบุตร คนชราที่อยู่กับคู่สมรสและหลาน คนชรา

ที่อยู่กับบุตรและหลาน จะมีอัตราอยู่ที่ 11% 7.4% และ 32.3% ตามลำดับ แต่ส่วนใหญ่บุตรก็มักจะต้องออกไปทำงาน ทำให้ขาดการดูแล หากคนชราช่วยตัวเองไม่ได้ก็จะเป็นภาระซ้อนขึ้นมาอีก ธุรกิจที่เกี่ยวกับคนชรานี้จึงน่าจะมีโอกาสที่ดีในอนาคต และยิ่งหากมีการวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้มีผลผลิตที่จะช่วยเหลือคนชราให้ช่วยตัวเองได้ ก็น่าจะแบ่งเบาภาระของสังคมลงได้ระดับหนึ่ง

ในโอกาสที่ผู้เขียนได้อ่านเจอบทความในหนังสือ Horizon ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนังสือที่ลงบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสั้นๆ และได้ลงบทความเรื่อง “ดินสอรักคนชรา” จึงเห็นว่าน่าจะหยิบมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เห็นว่ามีนักธุรกิจไทยที่เห็นโอกาสทางด้านนี้บ้างแล้ว โดยบริษัทที่ชื่อว่า CT Asia Robotics ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ ได้สร้างหุ่นยนต์ “ดินสอ” ขึ้นมา เพื่อดูแลคนชรา มีการสร้างและพัฒนาเจ้าดินสอให้สามารถโทรศัพท์ ไหว้ หยิบของ โบกมือ สื่อสารกับแพทย์ และตอบสนองต่อผู้สูงอายุได้ โดยสามารถบันทึกรายชื่อผู้ที่ต้องการติดต่อไว้ในระบบฐานข้อมูล และเรียกให้โทรกลับได้ เพื่อให้แพทย์หรือญาติของผู้ป่วยสามารถติดต่อกลับได้อย่างรวดเร็ว ผ่านโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android นอกจากนี้ยังสามารถเคลื่อนไหว เดินได้ สามารถเสิร์ฟอาหารได้ด้วย แขนของเจ้าดินสอก็สามารถงอได้เหมือนของมนุษย์ ขณะเดียวกันเจ้าดินสอยังมีขนาดกะทัดรัด ซึ่งตามบทความบอกว่า ตั้งโต๊ะได้ แต่ตรงนี้ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจ ขนาดตั้งโต๊ะได้นี้จะเล็กแค่ไหน เพียงแต่วาดภาพว่าไม่น่าจะเล็กมาก เพราะถ้าเสิร์ฟอาหารได้ ตัวก็ไม่น่าจะเล็กนัก แล้วก็ไม่ทราบว่าทำไมจึงตั้งชื่อว่า “ดินสอ” ทราบแต่ว่าต้องการให้เป็นเด็กผู้ชาย เพื่อให้เหมือนกับบุตรหลานดูแลผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะยังมีการพัฒนาหุ่นยนต์นี้ต่อไปอีก เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ลงตัวมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ลงตัวมากขึ้น เพราะต้องประสานกับทั้งวิศวกร ดีไซเนอร์ นักวิจัย และนักการตลาดให้มารวมตัวทำงานด้วยกันอย่างเหมาะเจาะ และที่สำคัญต้องเป็นคนเก่งในสาขานั้นๆ ด้วย แต่อย่างน้อยก็น่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มองเป็นแนวโน้มของสังคมและโอกาสที่จะช่วยคนชรา

สุดท้ายนี้ ขออนุญาตนำชื่อมาลงไว้ด้วยว่า ผู้ก่อตั้งบริษัทและเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท CT Asia Robotics และเป็นคนที่มีความคิดก้าวไกล คือ คุณเฉลิมพล ปุณโณทก

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน