posttoday
พรก.ฉุกเฉินกับการปฏิบัติตามกฏหมาย

พรก.ฉุกเฉินกับการปฏิบัติตามกฏหมาย

17 กุมภาพันธ์ 2557

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ให้อำนาจรัฐบาลอย่างกว้างขวางในการดำเนินการอันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่ยกเว้นหลักทั่วไปของกฎหมาย

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ให้อำนาจรัฐบาลอย่างกว้างขวางในการดำเนินการอันเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่ยกเว้นหลักทั่วไปของกฎหมาย

เหตุที่จะประกาศใช้ พ.ร.ก.ได้นั้นจะต้องมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ให้คำนิยามไว้ว่าจะต้องเกิดสถานการณ์ที่กระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญาการรบหรือการสงคราม

สถานการณ์ทั้งหมดจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เอกราช และบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุข การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง

อ่านภาษากฎหมายแล้วคงจะงงๆ กัน แต่สรุปได้ว่ามีเหตุมากมายที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้ เพียง “กระทบหรืออาจกระทบ” เท่านั้น ซึ่งหากรัฐบาลเห็นว่าจะกระทบก็ประกาศได้แล้ว การประกาศเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี แต่นายกฯ จะมอบหมายให้ผู้ใดรับผิดชอบแทนก็ได้ แต่ต้องรายงานให้นายกฯ ทราบโดยเร็ว

เท่ากับกฎหมายให้นายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบ แม้จะมอบหมายให้คนอื่นทำแทนก็ตาม งานนี้ถ้าเป็ดเหลิมทำอะไรผิดพลาด ไม่รู้ว่า ป.ป.ช.จะวินิจฉัยให้นายกฯ ปูแดงต้องรับผิดชอบหรือไม่

การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มี 2 ระดับ คือ ระดับธรรมดากับระดับที่มีความร้ายแรงคือ มีการก่อการร้าย การใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะให้อำนาจไว้อย่างกว้างขวางก็ตาม แต่ก็ใช่ว่านายกฯ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะใช้อำนาจตามอำเภอใจได้ การดำเนินการจะกระทำขัดกับกฎหมายหรือขัดหลักนิติธรรมหรือกระทำการโดยไม่สุจริตก็ไม่ได้ ถ้าขืนใช้ไปก็ถูกฟ้องร้องได้ แม้มาตรา 16 ของ พ.ร.ก.จะกำหนดว่า “ข้อกำหนดประกาศคำสั่งหรือการกระทำตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง” ก็ตาม ก็เป็นเพียงไม่ให้ศาลปกครองตรวจสอบคำสั่งทางปกครองนี้

และแม้มาตรา 17 จะยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งทางอาญา หรือทางวินัยก็ตาม แต่คุ้มครองให้เฉพาะ “เป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ หรือไม่เกินแก่กรณีจำเป็น” เท่านั้น

การออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ว่าประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากไม่อยากให้มีคนมาชุมนุมขับไล่อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว ผู้ปฏิบัติมีอำนาจออกประกาศหรือข้อกำหนดที่ลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้

ด้วยเหตุนี้การฟ้องขอให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงต้องไปฟ้องที่ศาลแพ่ง ซึ่งศาลท่านนัดตัดสินวันที่ 19 ก.พ.นี้แล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัยจากศาลต่อไป

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับธรรมดา นายกฯ มีอำนาจออกข้อกำหนดห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน หรือที่เรียกกันว่า เคอร์ฟิว ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ควบคุมสื่อมวลชนได้ ปิดถนนหรือห้ามใช้ถนนใด หรือห้ามใช้อาคารใดก็ได้ อพยพผู้คนออกนอกพื้นที่ก็ได้

แต่ถ้าเป็นกรณีร้ายแรง มีอำนาจเพิ่มขึ้นโดยอำนาจจับกุมผู้ต้องสงสัย “เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการหรือร่วมมือกระทำการใดๆ อันจะทำให้เกิดเหตุร้ายแรง หรือเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุร้ายแรง” โดยมีอำนาจควบคุมตัวไว้ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานีตำรวจเป็นเวลา 7 วัน ถ้าเกินกว่านั้นต้องขอศาลฝากขังต่อเรียกให้บุคคลรายงานตัว ให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสาร “ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉิน”

ยึด อายัด อาวุธ สินค้า ที่มีเหตุสงสัยว่า ได้ใช้หรือจะใช้เพื่อสนับสนุนให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินมีอำนาจตรวจค้น รื้อ ถอน ทำลาย สิ่งปลูกสร้างตรวจสอบจดหมาย โทรศัพท์ การสื่อสารวิธีอื่น ตามกฎหมายของ DSI

ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศให้คนต่างด้าวออกนอกราชอาณาจักร “เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองมาใช้บังคับโดยอนุโลม” หรือที่เรียกกันว่า การเนรเทศ อำนาจอื่นๆ อีก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ

การจับกุมคุณสนธิญาณ ก็ใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ร้ายแรง การเนรเทศคุณสาธิต เซกัล ก็ต้องได้ความตามที่กฎหมายบัญญัติ คือคุณสาธิตต้องสนับสนุนให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งข้อเท็จจริงน่าจะยังไม่ชัด จึงไม่มีใครกล้าลงชื่อให้เนรเทศเพราะกลัวต้องรับผิดชอบจากคำสั่ง เราจึงเห็นการโยนกันไปมาระหว่าง ศรส.กับ ตม.

เพียงแค่คุณสาธิตขึ้นเวที จะถือว่าสนับสนุนให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเลยหรือ คุณสาธิตพูดอะไรบนเวที เนื้อหายุยงให้คนออกมาชุมนุมหรือเปล่า การชุมนุมครั้งนี้แม้คุณสาธิตไม่มาเกี่ยวข้องด้วย ประชาชนเขาก็ชุมนุมกันอยู่แล้ว

คนระดับดอกเตอร์ทางกฎหมายที่อ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเป็น คงพอรู้ว่า ถ้าเซ็นชื่อไปคงมีความเสี่ยง จึงโยนเรื่องไปให้คนอื่น เพราะแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการข่มขู่ ซึ่งเป็นงานที่ดอกเตอร์เป็ดถนัด

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI