
'ผมมาด้วยฝีมือ' ทักษิณไม่ได้ช่วย
พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นนายตำรวจมีฝีมือคนหนึ่ง
พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นนายตำรวจมีฝีมือคนหนึ่งที่รั้วปทุมวันมีอยู่ในองค์กร จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่นที่ 32 ปัจจุบันอายุ 57 ปี หลายคดีที่สำคัญๆ ระดับประเทศถูกปิดลงอย่างงดงามจากฝีมือของตำรวจนายนี้ ไม่ว่าจะเป็น คดีทุจริตคลองด่าน สืบสวนจนสามารถเอาผิดนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมว.มหาดไทย คดีฆ่านายห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต สส.พรรคประชากรไทย เมื่อปี 2542 คดีฆ่านายสันติ ชัยวิรัตนะ อดีต รมช.มหาดไทย เมื่อปี 2543
คดีฆ่านายปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เมื่อปี 2544 และเป็นคนนำทีมจับผู้ต้องหาคือผู้พันตึ๋ง คดีฆ่านายเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ปี 2547 หรือแม้แต่การนำทีมบุกทลายบ่อนเตาปูน บ่อนชื่อดังคับฟ้าเมืองกรุงถึงสองครั้งสองครา เมื่อปี 2548 และปี 2554 และล่าสุดปิดคดีฆ่านายชัยชนะ หมายงาน หรือเสี่ยอ้วน โรงเกลือ ปี 2556 ก่อนจะผงาดมานั่งตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
นอกจากนี้ พล.ต.ท.วินัย ยังเป็นนายตำรวจที่เป็นสีสันให้สนามข่าวและสังคมมาโดยตลอด ด้วยความผูกพันที่มีศักดิ์เป็นหลานเขยของ “คุณหญิงอ้อ” พจมาน ณ ป้อมเพชร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ทุกครั้งที่ พล.ต.ท.วินัย ได้โยกย้ายเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ ต้องพ่วงมาด้วยข้อสงสัยจากสังคมว่า ได้ดิบได้ดีในแวดวงสีกากีเพราะความใกล้ชิดจากนายใหญ่เป็นแรงผลักดัน
พล.ต.ท.วินัย ยืนยันชัดเจนว่า สิ่งที่ตนเองได้เติบโตในอาชีพตำรวจถือว่าทุกอย่างเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และมาเพราะฝีมือของตนเองอย่างแท้จริง ไม่มีโชคช่วย ยิ่งโชคจากนายใหญ่หรือความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีแน่นอน
“บิ๊กนัย” อธิบายเรื่องนี้อย่างชัดเจนทุกถ้อยคำว่า การที่สังคมตั้งคำถามอันไม่ชอบธรรมต่อตัวเอง ที่ว่าโตขึ้นมาเพราะนายใหญ่ดูไบจัดให้ เอาให้ชัดเจนเลยคือ ได้แต่งงานเมื่ออายุ 45 ปีกับภรรยาที่เผอิญว่ามีญาติซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับคุณหญิงพจมาน
“ผมแต่งงานตอนดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการกองปราบปราม ยศ พ.ต.อ. ดังนั้นแล้ว ก่อนหน้าที่ผมเติบโตมาในสายงานราชการคืออะไร ผมถูกช่วยเหลือมาหรือ มันหมายความว่าอย่างไร ผมขอถามกลับไปยังสังคมเช่นกัน
...ผมถือว่าการทำงานต้องเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างจริงจัง ผมเติบโตตามขั้นตอนในราชการเพราะฝีมือจากการทำงานที่จริงจัง เป็นอันดับนำของรุ่นก็เพราะหน้าที่ที่ผมปฏิบัติมา การก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งสำคัญๆ เพราะไม่เคยทำอะไรผิดพลาด”
เขาเล่าว่า ตอนเป็นผู้บังคับการกองปราบปรามเมื่อปี 2549 นั้นสมาคมนักข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย มีรางวัลให้ตำรวจ 4 รางวัลใหญ่ คือ ตำรวจดีเด่นประจำปี สืบสวนดีเด่นประจำปี ปราบปรามดีเด่นประจำปี และชุมชนสัมพันธ์ดีเด่นประจำปี กวาดหมดทุกรางวัลที่ว่ามาในปีเดียว สิ่งนี้คือการได้รับการยอมรับจากสังคมจากวงการสื่อมวลชนที่เห็นผมทำงาน ดังนั้น จะมาพูดมากล่าวหาว่าได้ดีเพราะความใกล้ชิด ถือว่าไม่ให้ความเป็นธรรม
พล.ต.ท.วินัย ย้ำอีกว่า สิ่งที่ยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจ คือไปที่ไหนก็ทำงานอย่างเต็มที่ ไม่สนอิทธิพลอะไรทั้งสิ้น การสืบสวนก็ต้องติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ อาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบก็ต้องทำให้ลดลงหรือหายไป บ่อนการพนันอบายมุขต้องขจัดอย่างไม่เกรงกลัว สิ่งที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอดก็เพื่อสังคมและเพื่อประชาชน ต่อมาชื่อเสียงและการยอมรับจากฝีมือของตัวเองก็จะตามมาเป็นเงาตามตัว
“อย่างล่าสุดผมได้รางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2557 จากโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งจะให้เฉพาะข้าราชการทหารตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับการยอมรับจริงๆ และน้อยคนนักที่จะได้มาสำหรับรางวัลนี้ ดังนั้น นี่คือสิ่งที่ฟ้องออกมาชัดเจนว่าผมเป็นคนอย่างไร ผมพูดตรงๆ เลยว่าตัวผมไปอยู่ที่ไหนก็ตาม คนที่ได้ประโยชน์จากตัวผมคือชาวบ้าน คือประชาชน ผมไม่ได้ไปรับใช้หรือทำงานเพื่อใครทั้งสิ้น นายของผมคือประชาชน และหน้าที่ของผมก็ชัดอยู่แล้วคือพิทักษ์สันติราษฎร์ อย่ามาถามหาความหมายคำนี้จากตัวผม เพราะตัวผมนี่แหละคือคำตอบ ผมทำงานเพื่อประชาชน และจะทำไปจนถึงเกษียณอายุราชการ”
แต่หากถามว่าพอใจหรือยังกับตำแหน่งและหน้าที่ที่ได้รับอยู่ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างที่เจ้าตัวภูมิใจ
“มาถึงขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นบุญของตัวเอง ไม่หวังอะไรมากไปกว่านี้แล้ว”
บิ๊กนัย ย้ำถึงจุดยืนของตนเองต่อสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า ส่วนตัวถือว่าสำคัญกับหน้าที่ตรงนี้ที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถามว่าหนักใจไหม ยืนยันได้ว่าไม่มี
“ผมโอเค เพราะไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร ทำตามหน้าที่ทุกอย่าง ไม่เป็นไรถึงแม้ว่าที่ผ่านมาแม้ตัวเองจะถูก ‘เล่น’ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความใกล้ชิดนายใหญ่ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ตามที่เขาว่ากัน หรือข้อครหาอะไรต่างๆ ผมมองเป็นเรื่องปกติ แต่รู้ตัวเองดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ และไม่เคยทำผิด ไม่มีเด็ดขาดในชีวิตราชการ เพราะตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ก็ต้องเป็นธรรม ให้ความยุติธรรมกับประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม
“ผมทำงานให้สังคมจริง ตำรวจตอนนี้ก็มีหน้าที่เดียว สำหรับเรื่องการเมือง คือความเป็นกลาง ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องทำงานให้อยู่แล้ว หากคิดในแง่ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นรัฐบาล มีคำสั่งมาตำรวจก็ต้องปฏิบัติไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ตาม ใช้มาเราก็ทำ สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็ใช้ตำรวจทำงานเช่นกัน ทั้งเหตุการณ์ชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 ตอนนั้นตำรวจก็โดนเสื้อแดงต่อว่าเช่นกัน ไม่ว่าจะอยู่จุดไหนตำรวจก็โดน”
ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอตำรวจใช้ความอดทนอดกลั้น ใครจะด่าว่าอย่างไรอย่าไปสน เพียงแต่หน้าที่ คำสั่งต้องชัดเจน บอกอย่าให้เกิดเหตุก็ต้องไม่มีเหตุรุนแรงทั้งสิ้น อย่าไปสนใจคำด่าว่าอะไรต่างๆ นานา มันไม่จีรัง มันไม่ได้เจ็บหรือมาทำร้ายอะไรเราขนาดนั้นกับแค่คำพูดหยาบคายที่เขาใส่ร้ายกล่าวหา หรือด่าว่าเป็นขี้ข้าก็อย่าไปสน ให้สนแต่ในหน้าที่เท่านั้น ผมโดนมาเยอะเรื่องเหน็บแนม ผมไม่เคยเสียใจ เพราะรู้ตัวดีว่าทำอะไรอยู่







