
ศาลเคาะเลือกตั้งไม่โมฆะ
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. มีคำสั่งไม่รับคำร้องตามที่ วิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 สั่งให้การเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นโมฆะ
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. มีคำสั่งไม่รับคำร้องตามที่ วิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 สั่งให้การเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นโมฆะ
เนื่องจากผู้ร้องเห็นว่า ตามคำร้องอ้างว่าการเลือกตั้ง สส. ในวันดังกล่าวมิได้ดำเนินการเลือกตั้งทั่วไปเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรขัดต่อหลักความเสมอภาค และคณะรัฐมนตรีได้ออกข้อกำหนดและประกาศตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการกระทำเพื่อให้นายกรัฐมนตรีกับพวก และผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยได้รับความนิยม และสร้างโอกาสให้เกิดความไม่ทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง
ศาลเห็นว่ายังไม่มีมูลกรณีที่จะเป็นการกระทำ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย
นอกจากนี้ ศาลยังไม่รับคำร้องที่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ทนายเสือธนพล สุขปาน ว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 1 ชุมพร พรรคเพื่อไทย และที่สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อสังคม ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า การชุมนุมของ กปปส. ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ พร้อมพวกรวม 9 คน ที่เป็นอดีต สส.ปชป.
ทั้งนี้ กลุ่มนี้ร้องว่า กปปส.มีการบุกรุกสถานที่ราชการ ปิดเส้นทางจราจร ขัดขวางการรับสมัคร และการลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมีเป้าหมาย ต้องการล้มรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าข่ายเป็นการกระทำล้มล้างการปกครองฯ และกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การชุมนุมของประชาชนตามคำร้องเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพโดยมีเหตุผลสืบ เนื่องจากการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
ขณะที่การกระทำของสุเทพและพวกจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ต้องรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงไม่มีมูลกรณีตามคำร้องและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ที่จะศาลจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัย
สำหรับการจัดให้ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตทดแทนการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 26 ม.ค. เป็นวันที่ 20 เม.ย. และจัดการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปทดแทนการ ลงคะแนนวันที่ 2 ก.พ. เป็นวันที่ 27 เม.ย. ตามมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมพงศ์ ระบุว่า เป็นการเลื่อนการลงคะแนนออกไปนานอย่างมีนัยทางการเมืองหรือไม่
ทั้งนี้ เพราะสอดคล้องกับข้อเสนอของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ที่ต้องเปิดสภาภายใน 30 วัน หลังจากการเลือกตั้ง ทำให้เห็นได้ว่าเป็นการเลื่อนการลงคะแนนของ กกต.เข้าทาง ปชป. และ กปปส.ที่ได้ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
“ขอเรียกร้องให้ กกต.ทบทวนวันลงคะแนนเลือกตั้งอีกครั้ง” พร้อมพงศ์ ระบุ
เช่นเดียวกับ พีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การเลื่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้าและเลือกตั้งทั่วไปสำหรับพื้นที่ที่มีปัญหา โดยเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขต ไม่น่าจะออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ได้
อีกทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาล แต่เป็นปัญหาของ กกต.ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งตามอำนาจหน้าที่ได้ แต่พยายามจะโยนภาระมายังรัฐบาล นอกจากนี้ การเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจะมีปัญหา เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ระบุว่า ภายใน 30 วันนับจากวันเลือกตั้งให้ มีการเรียกประชุมสภา เพื่อให้มีการประชุมสภาเป็นครั้งแรก
“จึงชัดเจนว่าเมื่อเลื่อนเลือกตั้งไปเดือน เม.ย. ก็จะเกินกำหนด 30 วัน ตีความได้ว่าเป็นระยะเวลาเร่งรัดไม่มีสภาพบังคับ ขอเตือนว่าการตีความว่า 30 วันไม่มีสภาพบังคับ ถ้าไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ กกต.จะถูกกล่าวหาว่าจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ ความผิดจะอยู่ที่กฎหมายการเลือกตั้งมีโทษทางอาญา และอาจจะถูกยื่นถอดถอนได้ตามมาตรา 270” พีรพันธุ์ ย้ำ
ด้าน ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. อธิบายในเรื่องนี้ว่า สาเหตุที่ กกต.กำหนดให้มีการลงคะแนนทดแทนในเดือน เม.ย.นั้น เพราะเห็นว่าถึงเวลานั้นเหตุการณ์น่าจะสงบ ทุกคนได้คิด อาจจะถอยคนละก้าวเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง
“ขณะนี้หลายฝ่ายออกมาพูดว่าทุกอย่างต้องจบที่โต๊ะเจรจา การเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุด บ้านเมืองก็จะสงบสุข ทุกฝ่ายต้องยอมกันบ้าง ไม่สุดกู่”
สำหรับคนกลางในการเจรจานั้น ประธาน กกต. กล่าวว่า ต้องดูว่าใครมีบารมี มีพาวเวอร์ที่จะเรียก กปปส.และรัฐบาลมาคุยกัน ซึ่ง กกต.ไม่ได้ขัดแย้งกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่หากให้ กกต.เป็นคนกลางก็ยินดี เพราะ กกต.ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย
“จากการสอบถามประธาน กกต.จังหวัด และผู้อำนวยการ กกต.จังหวัด เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา กกต.จังหวัดเสนอว่าให้เลื่อนการลงคะแนนทดแทนการลงคะแนนล่วงหน้าและวันเลือกตั้งที่ยังไม่สมบูรณ์ไปหลังการเลือกตั้ง สว. เพราะหากเหตุการณ์ยังไม่สงบแล้วไปจัดการเลือกตั้งก็เสียงบประมาณเปล่า” ประธาน กกต.ระบุ







