
ธกส.ยืดหนี้ชาวนา 6 เดือน
ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลยังค้างจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้กับชาวนา ทำให้เดือดร้อนจากปัญหาหนี้สิน ธนาคารจึงได้บรรเทาความเดือดร้อนโดยกำหนดมาตรการยืดเวลาชำระหนี้ดังกล่าวออกไปเป็นเวลา 6 เดือน และในกรณีที่ชาวนามีความประสงค์จะใช้เงินเพื่อนำไปลงทุนทำการผลิตในฤดูกาลใหม่ ธ.ก.ส.พร้อมให้เงินกู้ก้อนใหม่ตามหลักเกณฑ์สินเชื่อปกติของ ธ.ก.ส.
ลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลยังค้างจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้กับชาวนา ทำให้เดือดร้อนจากปัญหาหนี้สิน ธนาคารจึงได้บรรเทาความเดือดร้อนโดยกำหนดมาตรการยืดเวลาชำระหนี้ดังกล่าวออกไปเป็นเวลา 6 เดือน และในกรณีที่ชาวนามีความประสงค์จะใช้เงินเพื่อนำไปลงทุนทำการผลิตในฤดูกาลใหม่ ธ.ก.ส.พร้อมให้เงินกู้ก้อนใหม่ตามหลักเกณฑ์สินเชื่อปกติของ ธ.ก.ส.
ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือเป็นการเฉพาะหน้า และลดปัญหาการไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยแพงมาก ถือเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งให้กับพี่น้องเกษตรกร
สำหรับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/2557 ธ.ก.ส.ได้ทยอยจ่ายเงินดังกล่าวให้เกษตรกรไปแล้ว 59,518 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกจำนวน 3.7 ล้านตัน โดยเงินที่จ่ายไปแล้วดังกล่าวเป็นเงินจากงบประมาณ และเงินจากการระบายข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ส่งมาชำระคืน โดยไม่ใช้เงินทุน ธ.ก.ส.
เดวิด อายเมอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ อังกฤษ เขียนรายงานข่าวเชิงสืบสวนเจาะลึกในประเด็นเรื่องโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลรักษาการนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าเป็นมาตรการที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของผู้ลักลอบขนข้าวในเมืองเมียวดีของพม่าอย่างมหาศาล
รายงานระบุว่า ในขณะที่โครงการประชานิยมข้างต้นกำลังทำให้รัฐบาลไทยขาดทุนมากกว่า 1.3 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 6.96 แสนล้านบาท) จนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ต้องออกโรงเตือนว่าโครงการจำนำข้าวนี้กำลังบ่อนทำลายเศรษฐกิจของไทย บรรดาผู้ลักลอบขนข้าวในเมียวดี เมืองพม่าติดชายแดนไทยกลับกำลังกอบโกยรายได้จากโครงการจำนำข้าวไทย โดยราคาข้าว 50 กิโลกรัม ที่ขายในเมียวดีได้ราคา 16 ปอนด์ (ราว 856.42 บาท) ถ้านำมาสวมสิทธิในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลไทย ในปริมาณเท่ากันจะสามารถขายได้ราคาถึง 30 ปอนด์ (ราว 1,605.80 บาท)
ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ รายงานการสังเกตการณ์ของตนเองบริเวณท่าเรือริมแม่น้ำเมยว่า มีเรือบรรทุกกระสอบข้าวที่นักลักลอบเรียกกันว่า “อาหารเลี้ยงไก่” ข้ามแม่น้ำเมยไปยังชายแดนฝั่งไทยทุกวัน โดยรถบรรทุกจากฝั่งพม่าจะขนกระสอบดังกล่าวมายังท่าริมฝั่งแม่น้ำเมย ซึ่งได้รับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากทหารพม่า ก่อนขนย้ายจากรถบรรทุกลงเรือขนส่งที่รออยู่ โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ทหารพม่าเปิดเผยว่า ได้เริ่มส่งอาหารเลี้ยงไก่ในปริมาณมากไปไทยเมื่อช่วง 2-3 ปีที่แล้ว โดยการขนส่งจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน และปกติแล้วจะส่งครั้งละ 100 กระสอบ กระสอบละ 50 กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลักลอบขนข้าวรายย่อยจะใช้วิธีแบกกระสอบขึ้นหลัง แล้วเดินข้ามแม่น้ำเมยแทน โดยในแต่ละปีมีปริมาณข้าวจากพม่าสูงถึง 7.5 แสนตัน ที่ลักลอบเข้ามาในตลาดไทย เพื่อปะปนกับข้าวไทยในพื้นที่เพื่อโกยกำไรในโครงการจำนำข้าว
นิพนธ์ พัวพงศกร นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าเข้าสู่ปัญหารุนแรงทางการคลัง โดยมีสาเหตุมาจากโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากข้าวเป็นสินค้าที่เก็บไม่ได้นานเหมือนไวน์ ยิ่งเก็บตุนไว้นานเท่าไร มูลค่าข้าวก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
ขณะเดียวกัน มุมมองส่วนใหญ่ของคนในสังคมมักจะมองว่า การลักลอบขนข้าวเข้ามาไทยเป็นอาชญากรรมที่ไม่มีใครตกเป็นเหยื่อ คือไม่มีผู้เดือดร้อน แต่หากคิดถึงภาพรวมแล้ว การกระทำดังกล่าวกำลังทำร้ายผู้เสียภาษีไทยทุกคน
ทั้งนี้ รายงานระบุว่า มีแรงจูงใจมากมายที่ทำให้ชาวพม่าในเมืองเมียวดีตัดสินใจลักลอบขนข้าวเข้ามาประเทศไทย หนึ่งในนั้นก็คือค่าตอบแทนที่มากกว่าค่าแรงที่รับจ้างทั่วไปในเมืองเมียวดี โดยค่าแรงขั้นต่ำต่อวันในเมืองเมียวดีอยู่ที่เพียง 2.5 ปอนด์ (ราว 134 บาท) เท่านั้น
รายงานสรุปว่า สถานการณ์ข้าวไทยในขณะนี้กำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะกดดันอย่างหนัก ทั้งจากข้าวต่างประเทศที่ลักลอบนำเข้ามา และจากต้นทุนโครงการจำนำข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเตือนปิดท้ายว่า ปัญหาจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลไทยนี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในอนาคตได้ไม่ยาก
วันเดียวกัน ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ได้มีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ชุมนุมต่างๆ โดยมีมติว่า การชุมนุมของกลุ่มชาวนาและกลุ่มเกษตรกรในขณะนี้ ศรส.พิจารณาแล้วถือเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อน จึงเป็นกลุ่มที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างจากกลุ่มแกนนำ กปปส. ดังนั้น ศรส.จึงมิได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาวนาและเกษตรกร แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันแก้ไขปัญหาอยู่ ซึ่งคาดว่าจะเรียบร้อยได้ในที่สุด







