
เลือกตั้งแผ่วเพื่อไทยลำบาก
ธนพล บางยี่ขัน
ธนพล บางยี่ขัน
ตกอยู่ในที่นั่งลำบากเมื่อการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ที่รัฐบาลเพื่อไทยเคยหวังว่าจะเป็น “กลไก” สร้างความชอบธรรมกับการรักษาสถานะอยู่ในตำแหน่งต่อไป กำลังจะกลายสภาพเป็นแรงกดดันที่ย้อนกลับมากัดกร่อนเสถียรภาพของรัฐบาลรักษาการและจะส่งผลต่อรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เมื่อผลการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ออกมามีประชาชนมาลงคะแนนเสียงเพียงแค่ 45.84% หรือ 20.4 ล้านคน จากผู้มีสิทธิ 44.4 ล้านคน ใน 68 จังหวัด (ไม่รวม 9 จังหวัดที่ยังไม่สามารถเปิดให้ลงคะแนน ได้แก่ จ.สงขลา ตรัง พัทลุง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ระนอง กระบี่ ชุมพร และพังงา รวมทั้งหน่วยเลือกตั้งที่มีปัญหาทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ อีกหลายแห่ง)
ดังนั้น จำนวนประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ถึง 50% ย่อมบั่นทอนน้ำหนักของการเลือกตั้งจนยากจะหยิบยกไปอ้างอิงว่าเป็นมติของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้
ยิ่งหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2554 ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิถึง 75.03% มากกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เกือบ 30% ยิ่งตอกย้ำความสง่างามของการเลือกตั้งครั้งนี้
ที่น่าสนใจคือ แม้แต่ฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทย ทั้งภาคเหนือ หรืออีสาน จำนวนคนที่มาใช้สิทธิกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัดคือ ภาคเหนือจากปี 2554 ที่มีผู้มาใช้สิทธิ 77.16% ครั้งนี้เหลือเพียงแค่ 54.03% ส่วนภาคอีสาน 72.48% ลดลงเหลือ 56.14%
ทั้งที่พรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง ไปจนถึงสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) ต่างออกมาปลุกกระแสรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิ เพื่อเพิ่มความชอบธรรมหวังใช้จำนวนประชาชนที่ออกมาเลือกตั้งไปหักล้างกับเสียงมวลมหาประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล แต่สุดท้ายกลับสวนทางกับผลที่ออกมา
แม้ยังจะมีโอกาสลุ้นให้จำนวนคนมาใช้สิทธิเพิ่มมากขึ้นกับอีก 9 จังหวัด ที่ไม่สามารถเปิดรับสมัครได้ และเวลานี้รัฐบาลกำลังไล่บี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา
แต่หากดูรายละเอียดแล้วทั้ง 9 จังหวัดทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ฐานเสียงอันเข้มแข็งประชาธิปัตย์เชื่อมโยงต่อไปถึง กปปส. ที่รอบนี้ประชาธิปัตย์บอยคอตไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งและ กปปส. ประกาศรณรงค์ไม่ไปเลือกตั้งฟอกตัวให้รัฐบาล ดังนั้น หาก กกต.สามารถดำเนินการจัดเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าวได้จำนวนคนที่จะมาใช้สิทธิคงจะไม่มีจำนวนมากพอจะขยับให้สัดส่วนการลงคะแนนทั้งประเทศเพิ่มขึ้นมากนัก
อาจจะมีเพิ่มเติมบ้างในส่วนของการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 26 ม.ค. ที่ไม่สามารถจัดได้และต้องเลื่อนออกไปจัดในวันที่ 23 ก.พ. ซึ่งหากนับรวมเลือกตั้งซ่อมรอบนี้ก็อาจจะมีจำนวนคนใช้สิทธิเพิ่มเติมแต่ในจำนวนที่ไม่มากเช่นกัน
ประเด็นสำคัญอีกจุดอยู่ที่ 20.4 ล้านเสียง ที่มาลงคะแนนในวันที่ 2 ก.พ.นั้น จะมีเสียงที่เลือกเพื่อไทยมากหรือน้อยกว่าเดิม คือ 15 ล้านเสียง ที่รัฐบาลชอบหยิบยกมาอ้างเป็นหลักพิงเวลาเดินหน้าจับเรื่องร้อนในช่วงที่ผ่านมา
เพราะแม้ กกต.จะยังไม่ประกาศตัวเลขที่ชัดเจน แต่กระแสข่าวที่ออกมาเวลานี้จำนวน “โหวตโน” หรือ “บัตรเสีย” ในหลายเขต หลายจังหวัด ได้ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้
ทั้งจำนวนคนใช้สิทธิที่น้อยลงและมีแนวโน้มจะได้คะแนนน้อยกว่า 15 ล้านเสียง ที่เพื่อไทยเคยได้รับ ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลยากจะหยิบยกผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไปใช้อ้างอิงความชอบธรรมให้ตัวเองสำหรับการฝ่ามรสุมที่รุมเร้าเวลานี้
แต่แน่นอนว่าแม้ผลการเลือกตั้งที่มีคนออกมาใช้สิทธิน้อยกว่าหลายๆ ครั้ง แต่ก็ไม่มีผลทางกฎหมายจะเป็นปัญหาก็เพียงแค่ประเด็นความชอบธรรมและความสง่างาม
โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสชุมนุมเคลื่อนไหวของ กปปส. ที่จุดกระแส “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง” จำนวนคนมาใช้สิทธิที่ลดลง จึงย่อมถูกหยิบยกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวเดินหน้าของ กปปส.ได้อย่างมีน้ำหนัก
หากวิเคราะห์จำนวนคนมาใช้สิทธิที่ลดลง ซึ่งย่อมจะมีผลกระทบต่อไปถึงฐานคะแนน 15 ล้านเสียงนั้น สาเหตุหลักๆ มาจากผลงานการบริหารงานที่มีปัญหาในหลายส่วนของรัฐบาลไล่มาตั้งแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาจนถึงการออก พ.ร.บ.ล้างผิดสุดซอยที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล
ที่สำคัญคือโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างหนี้ให้ประเทศหลายแสนล้านบาท กระทบต่อไปจนชาวนาไม่ได้รับเงินจนพยายามหาเงินมาโปะที่เป็นปัญหาถึงตอนนี้ ยังไม่รวมกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในแทบทุกขั้นตอนเป็นเรื่องที่ถูกร้องค้างอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ชัดเจนคือเสียงสะท้อนจากชาวนา ซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย ช่วงก่อนการเลือกตั้งหลายกลุ่มในพื้นที่หลายจังหวัด ออกมาประกาศว่าอาจจะไม่ออกไปเลือกตั้ง หรือหากเลือกตั้งก็อาจจะไม่เลือกพรรคเพื่อไทย ทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างที่เห็น
สุดท้ายก็จะวนกลับมาเป็นปัญหากับรัฐบาลเพื่อไทยที่หวังจะใช้การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นหลักยึดที่จะสร้างความชอบธรรมให้การอยู่ในอำนาจของตัวเองมีปัญหาไม่อาจทำได้อย่างที่ตั้งใจ ยิ่งกว่านั้นปมปัญหาหลายประเด็นที่ส่อจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะอาจจะยิ่งฉุดรั้งให้รัฐบาลเพื่อไทยไม่อาจลอยตัวอยู่เหนือปัญหาท่ามกลางเสียงคัดค้านต่อต้านที่รุมเร้าในเวลานี้ได้







