
โกตี๋ปูดโดน ‘ประยุทธ์’ สั่งเก็บ
เหตุกระทบกระทั่งในห้วงการชุมนุมที่ผ่านมา มีหลายครั้งที่ชื่อของ โกตี๋ หรือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำคนเสื้อแดงปทุมธานีถูกพาดพิง
เหตุกระทบกระทั่งในห้วงการชุมนุมที่ผ่านมา มีหลายครั้งที่ชื่อของ โกตี๋ หรือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำคนเสื้อแดงปทุมธานีถูกพาดพิง
ทั้งการปะทะที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ระหว่างที่ กปปส.เคลื่อนขบวนรณรงค์เชิญคนออกมาชัตดาวน์ เมื่อวันที่ 10 ม.ค. เหตุการณ์บุกป่วนเวที กปปส.แจ้งวัฒนะ ระหว่างที่พระพุทธะอิสระนำมวลชนไปปฏิบัติการข้างนอก จนเวทีอื่นต้องระดมหน่วยเคลื่อนที่เร็วมาช่วยเมื่อวันที่ 17 ม.ค. หรือการจับกุมผู้ต้องสงสัยขว้างระเบิดปิงปองป่วนเวที กปปส.ลาดพร้าว วันที่ 18 ม.ค.ก็ถูกเชื่อมโยงว่าเป็นลูกน้องของโกตี๋
ชื่อเสียงที่พัวพันกับเหตุรุนแรงหลายครั้งทำให้กองทัพบก (ทบ.) โดย พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษก ทบ. ส่งสัญญาณ “ปราม” ว่าทหารคงรับไม่ได้ที่มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนให้เกิดความหวาดกลัว
เหตุปะทะครั้งล่าสุดที่แยกหลักสี่ วันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ก็มีชื่อของโกตี๋โผล่มาอีกครั้ง โดยช่วงเย็นวันที่ 31 ม.ค.ถึงเช้าวันที่ 1 ก.พ.มีการเผยแพร่ข้อความในโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า โกตี๋นัดรวมตัวคนเสื้อแดงเวลา 11.00 น. ที่เวทีหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เพื่อไปขอคืนพื้นที่เลือกตั้งที่สำนักงานเขตหลักสี่ จากนั้นเวลาประมาณ 15.00 น. ก็มีกลุ่มมวลชนมาชุมนุมที่แยกหลักสี่ก่อนจะยิงกันหูดับตับไหม้ เมื่อกลุ่ม กปปส.จากเวทีลาดพร้าวเคลื่อนกำลังมาสมทบกับกลุ่มพระพุทธะอิสระ
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว โกตี๋เก็บตัวเงียบก่อนจะออกมาให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ วันที่ 3 ก.พ. อ้างว่าโดน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. สั่งเก็บจนต้องหนีไปกัมพูชา
ทั้งนี้ โกตี๋ปฏิเสธว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่หลักสี่ โดยระบุว่าคืนวันที่ 31 ม.ค. มีชาวบ้านไปขอความช่วยเหลือให้ออกหน้าเชิญชวนคนเพื่อนำกำลังไปยึดคืนพื้นที่เขตหลักสี่ จึงอนุญาตให้นำรถเครื่องเสียงไป แต่ตนไม่ได้ไปด้วยเพราะติดการสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดอนเมือง ตั้งแต่เที่ยง
อย่างไรก็ตาม โกตี๋ยอมรับว่า ได้ขออนุญาตตำรวจออกไปพบกับมวลชนที่วัดหลักสี่จริง แต่ไปเพื่อพูดคุยว่าติดภารกิจ ไม่สามารถร่วมขบวนได้ จากนั้นก็กลับมาให้ปากคำต่อ ส่วนแกนนำมวลชนที่ออกไปปะทะกับกลุ่ม กปปส. ชื่อ ดาบเปี๊ยก กับ ลุงนวย
โกตี๋ กล่าวต่อไปว่า ก่อนการปะทะ ดาบเปี๊ยก และ ลุงนวย ประกาศบนเวทีว่าหากเกิดการปะทะ ทั้งสองคนจะขอรับผิดชอบเอง เหตุใดทุกคนไม่ไปสอบถามคนทั้งสองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร
โกตี๋ เล่าด้วยว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถูกทหารคิดว่าตนนำกำลังคนไปปะทะตรงบริเวณแยกหลักสี่ เพราะในวันเกิดเหตุมีมวลชนหลายคนใส่เสื้อที่เคยแจกให้เกือบ 1,000 ตัว จนถูกจัดชุดไล่ล่า มีการมาดักที่สถานีวิทยุเรดการ์ด พร้อมโยนประทัดยักษ์ใส่ 2 ลูก
“ทราบข่าวจากผู้ใหญ่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. สั่งฆ่าผมในคืนวันที่ 1 ก.พ. ซึ่งระหว่างนั้นผมอยู่ระหว่างการปราศรัยบนเวทีและผู้ใหญ่ได้โทรมาสั่งให้ลงจากเวทีด่วน เพราะ ผบ.ทบ.สั่งทหารไล่ล่า ผมจึงลงเวทีและนั่งรถหนีในคืนวันที่ 1 ก.พ.ทันที จนถึงวันนี้ก็ยังอยู่นอกพื้นที่และยืนยันว่าถูกทหารไล่ฆ่า” โกตี๋ กล่าว
โกตี๋ ย้ำว่า ต้องการขอความเป็นธรรม เพราะตอนนี้หนีหัวซุกหัวซุน ถูกไล่ฆ่าไล่ยิงจริงๆ มีการออกคำสั่งโดยผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งว่าต้องยิงโกตี๋ให้ได้ในวันที่ 1 ก.พ. เพราะหากถึงวันที่ 2 ก.พ.จะวุ่นวายกว่านี้อีก
“ตอนนี้ผมพยายามพลางตัวและยังเอาตัวไม่รอด ส่วนที่ มัลลิกา บุญมีตระกูล บอกว่าหนีไปกัมพูชา ผมยืนยันว่าหนีมาเอง นั่งรถทัวร์มา เงินก็ไม่มี และตอนนี้รอคนที่บ้านเอาเงินมาให้ เพราะไม่มีอะไรติดตัวมาแม้แต่บัตรเอทีเอ็ม” โกตี๋ กล่าว
ด้าน พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นำเจ้าหน้าที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (พฐ.) ตรวจสอบจุดปะทะ พบร่องรอยกระสุนจากอาวุธปืน 7 ชนิด คือ 1.ปืนลูกซอง 2.ปืนขนาด .38 3.ปืนขนาด 9 มม. 4.ปืนขนาด .45 5.ปืนคาร์บิน 6.ปืนความเร็วสูงที่ใช้กระสุนขนาด .223 7.ปืนอาก้า ใช้กระสุนขนาด 7.62 ขณะที่ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบช.พฐ. เพิ่มเติมว่า พบร่องรอยกระสุน 42 รอย มาจากฝั่ง กปปส. 39 รอย ฝั่งสนับสนุนการเลือกตั้ง 3 รอย
ด้าน ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แถลงว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลและ พฐ. รายงานผลการสอบสวนเหตุปะทะที่แยกหลักสี่ว่าผลการตรวจวิถีกระสุนและร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ได้ข้อยุติว่า วิถีกระสุนและร่องรอยการใช้อาวุธปืนนั้นมาจากทั้งสองฝ่าย คือ กปปส.และฝ่ายที่สนับสนุนการเลือกตั้ง ดังนั้น สตช.จะเร่งขอหมายจับผู้กระทำผิดโดยเร็วต่อไป







