
กรุงไทยผ่าทางตัน...ให้กู้จำนำข้าว
แบงก์กรุงไทยจ่อให้ ธ.ก.ส.กู้จ่ายเงินจำนำข้าว หลังพลิกกฎหมายพบว่าไม่ผิด
แบงก์กรุงไทยจ่อให้ ธ.ก.ส.กู้จ่ายเงินจำนำข้าว หลังพลิกกฎหมายพบว่าไม่ผิด
ธนาคารกรุงไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความชัดเจนทางกฎหมายในการปล่อยกู้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำเงินไปจ่ายให้ชาวนาที่นำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำ
“หากกฎหมายให้ทำได้ธนาคารก็จะปล่อยสินเชื่อตามเกณฑ์การดำเนินธุรกิจปกติ เพราะต้องมองถึงความเดือดร้อนของชาวนาที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หากเกิดปัญหากับคนกลุ่มนี้จะมีปัญหาอื่นตามมา” แหล่งข่าวเปิดเผย
ด้านธนาคารพาณิชย์อื่นเห็นว่า ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนด้านข้อกฎหมายว่าการปล่อยกู้ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (3) หรือไม่ เชื่อว่าจะไม่มีสถาบันการเงินใดเข้าประมูลสินเชื่อดังกล่าว ซึ่งทางกระทรวงการคลังได้เชิญผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ 33 แห่งมาชี้แจงเรื่องการกู้เงินในบ่ายวันนี้
ขณะที่สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. ปราศรัยช่วงหนึ่งบนเวทีเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เปิดเผยว่า กลุ่ม กปปส.ได้รับแจ้งจากตัวแทนพนักงานธนาคารกรุงไทยให้ช่วยเฝ้าระวังและติดตามการพิจารณาของคณะกรรมการธนาคารเพื่อปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าว พร้อมร้องขอให้กลุ่ม กปปส.เคลื่อนพลไปปิดธนาคารทันทีหากมีการอนุมัติเงินกู้
“กปปส.ขอให้ชาวกรุงไทยที่ยื่นข้อเสนอกลับไปปรึกษาหารือกันให้ดี พร้อมเสนอทางหนีทีไล่มาให้ด้วย เพราะเกรงว่าการปิดธนาคารโดยทันทีอาจกระทบต่อธุรกิจและประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้อง” สุเทพ ระบุ
ด้านเมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ความเห็นกรณีที่กระทรวงพาณิชย์เปิดขายข้าวให้เอกชนผู้ส่งออกที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ 7 ราย ปริมาณ 8 แสนตัน โดยไม่เปิดประมูลเป็นการทั่วไป หรือเปิดให้มีการเสนอราคาแข่งขันว่า อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายฮั้วได้ หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ได้
“วิธีขายข้าวที่กระทรวงพาณิชย์กำลังจะทำมีลักษณะคล้ายกับยุคที่พรทิวา นาคาศัย อดีต รมว.พาณิชย์ ขายข้าวแบบลับๆ ให้เอกชน และมีการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนฯ ว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายฮั้วหรือไม่” เมธี กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ยื่นฟ้องต่อ ป.ป.ช. ทาง ป.ป.ช.ต้องเข้าไปตรวจสอบว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ และราคาที่ขายให้เอกชนเหมาะสมหรือไม่
วิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ระบายข้าวให้เอกชนโดยไม่เปิดประมูลทั่วไป ไม่เปิดเผยราคา ถือว่าไม่โปร่งใส เพราะข้าวสารในโกดังถือเป็นทรัพย์สินของประเทศ และใช้ภาษีของประชาชนซื้อมา รัฐบาลจะงุบงิบขายโดยไม่บอกแก่สังคมทั่วไปไม่ได้
“ในยุคที่พ่อค้าที่เป็นพรรคพวกของรัฐบาลซื้อข้าวจากโกดังรัฐบาลในราคาถูก และเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะขายข้าวให้ได้ราคาสูง ก็สมควรที่จะเปิดเผยราคาขายออกมาให้ประชาชนทราบ” วิชัย กล่าว
สมพงษ์ กิติเรียงลาภ ประธาน บริษัท พงษ์ลาภ เปิดเผยว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่ากระทรวงพาณิชย์เปิดให้เอกชนนำออร์เดอร์มาเสนอซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาล เพราะไม่มีการประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน แต่ในครั้งหน้าบริษัทจะยื่นเสนอซื้อข้าวจากกระทรวงพาณิชย์บ้าง เพราะมีออร์เดอร์ข้าวจากต่างประเทศ 56 หมื่นตัน
นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ยืนยันว่าการเปิดให้ผู้ส่งออกข้าวที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เสนอซื้อข้าวสารรัฐบาล ทำถูกขั้นตอนและไม่ผิดกฎหมาย เพราะเปิดให้เอกชนยื่นเสนอราคาแข่งขันกัน และมีคณะทำงานเจรจาต่อรองราคา จนได้ราคาดีที่สุด ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการอนุมัติขายปริมาณ 8 แสนตัน ให้แก่ผู้ส่งออก 7 ราย จากที่ยื่นซื้อเข้ามามากกว่า 10 ราย
แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว กล่าวว่า ข้าวสารที่กระทรวงพาณิชย์ขายในรอบนี้มีทั้งข้าว 5% ข้าวหอมมะลิและข้าวอื่นๆ เช่น ข้าว 5% ที่กระทรวงพาณิชย์ขายให้เอกชน วงการพ่อค้าส่งออกทราบว่าราคาอยู่ที่ 1.041.05 หมื่นบาทต่อตัน แต่ราคาในตลาดอยู่ที่ 1.31.32 หมื่นบาทต่อตัน เท่ากับว่ากระทรวงพาณิชย์ขายข้าวขาดทุน 2,0003,000 บาทต่อตัน
“เอกชนที่นำออร์เดอร์ส่งออกข้าวไปเสนอขอซื้อข้าวในโกดังรัฐบาล เพราะมั่นใจว่าจะซื้อข้าวสารได้ในราคาถูก แม้บางส่วนจะต้องแบ่งให้กับฝ่ายการเมืองบ้างก็ยังมีกำไร แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นแล้วคือ พ่อค้ากลุ่มนี้เสนอขายข้าวในต่างประเทศแบบตัดราคาสู้ ทำให้พ่อค้าที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายรัฐบาลถูกแย่งตลาดไป” แหล่งข่าวเปิดเผย
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะหารือกับสถาบันการเงินทั้ง 33 แห่ง ที่อาคารทิปโก้ ในวันที่ 3 ก.พ. ก่อนการเปิดประมูลให้กู้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีกครั้งในวันที่ 6 ก.พ. หลังจากการเปิดประมูลครั้งแรกวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมายทั้งหมด 1.3 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ไม่มีสถาบันการเงินรายใดยื่นประมูลปล่อยกู้ โดยเงินกู้ได้จะนำไปจ่ายให้ชาวนาที่นำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำ
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แม้ว่าการหารือกับสถาบันการเงิน 33 แห่ง จะไม่ประสบความสำเร็จ กระทรวงการคลังก็ยังต้องเดินหน้าเปิดประมูลเงินกู้รอบ 2 ในวันที่ 6 ก.พ.นี้ต่อไป แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะประมูลวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท หรือ 4 หมื่นล้านบาท โดยรวมยอดเงินประมูลรอบแรกที่ไม่สำเร็จเข้ามาด้วย จากวงเงินกู้ทั้งหมด 1.3 แสนล้านบาท
“แม้ไม่มีสถาบันการเงินใดสนใจให้กู้เลยก็ต้องเปิดประมูลเงินกู้รอบต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายทั้งชาวนาและฝ่ายนโยบายการเมืองเห็นว่าทำไม่ได้จริงๆ” แหล่งข่าวกระทรวงการคลังเปิดเผย
ทั้งนี้ สถาบันการเงินทุกแห่งมีความกังวลว่าการปล่อยกู้จะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้ความเชื่อมั่นกับสถาบันการเงินยาก แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตอบรัฐบาลว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่ผู้ชี้ขาดว่าผิดหรือไม่คือ ศาลรัฐธรรมนูญ กระทรวงการคลังไม่สามารถยืนยันแทนได้
สำหรับการเคลื่อนไหวชาวนาที่ยังไม่ได้เงินจากการจำนำข้าว พบว่าชาวนาภาคตะวันตก 6 จังหวัด ทั้ง จ.ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม ยังปักหลักปิดถนนพระราม 2 บริเวณสามแยกวังมะนาว ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี โดยมีชาวนาเดินทางมาสมทบเพิ่มขึ้นตามลำดับ ส่งผลการจราจรที่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครและขาล่อง 14 จังหวัดภาคใต้ติดขัดเป็นวันที่สอง โดยยื่นคำขาดต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้นำเงินมาจ่ายให้กับชาวนาก่อนจึงจะยอมเปิดถนน







