
งานที่หนักที่สุดในโลก
ผมชอบคุยกับคน ชอบสัมภาษณ์คน ความสุขอย่างหนึ่งในอาชีพนักข่าว
ผมชอบคุยกับคน ชอบสัมภาษณ์คน
ความสุขอย่างหนึ่งในอาชีพนักข่าว คือ การได้เดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ เจอผู้คนหลากหลายไม่ซ้ำหน้ากันในแต่ละวัน ได้ตั้งคำถามที่อยากรู้ พูดคุย รับฟังทัศนะ ถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมอง และประสบการณ์ของพวกเขาเหล่านั้นทำให้ผมเกิดปัญญา ตาสว่าง ได้บทเรียนล้ำค่าชนิดที่ “มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน” กลับมาทุกครั้ง
แม้จะผ่านสนาม ผ่านผู้คนทุกระดับชั้นนับร้อยนับพัน แต่เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้จะได้ไปสัมภาษณ์ใครสักคน ย่อมทำให้หัวใจสูบฉีด ชีพจรเต้นแรงอยู่เสมอ
สิบปีที่แล้ว จำได้ว่าวิชาแรกที่ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนไว้ก่อนไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวคนแรกในชีวิต คือ “ตั้งคำถามไปเลย 30 คำถาม” ผมทำตามโดยดุษฎี ด้วยการนั่งค้นคว้าหนังสือ เข้ากูเกิลหาข้อมูลชีวิต ประวัติการทำงาน ไลฟ์สไตล์ รวมถึงข้อเขียนที่คนคนนั้นให้สัมภาษณ์ไว้จนตาเปียกตาแฉะ เพื่อตั้งคำถามคมๆ คำถามที่ไม่ซ้ำกับที่คนอื่นเคยถาม คำถามที่ครอบคลุมครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
เพราะเชื่อว่าถ้าข้อมูลแน่น งานเขียนก็จะออกมาราบรื่น
ไม่กี่ปีต่อมา การได้รู้จักกับนักสัมภาษณ์มืออาชีพคนสำคัญอีกคนหนึ่ง ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบัณฑิตน้อยที่คุกเข่าคารวะขอฝากตัวเป็นศิษย์ต่อหน้าปรมาจารย์ผู้แก่กล้า นั่นคือ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนักสัมภาษณ์มือหนึ่ง เขายึดมั่นนโยบาย On Location หมายถึง ต้องไปดู ไปเห็นสถานที่จริง ไปพบหน้าค่าตา พูดคุยกับตัวจริงเสียงจริงเท่านั้น โดยไม่ยอมให้การสัมภาษณ์ทางอีเมลและทางโทรศัพท์มาทำให้เสียอรรถรสในการพูดคุยโดยเด็ดขาด
อุดมการณ์อันหนักแน่นนี้เองที่ทำให้คนอ่านไม่เคยผิดหวังกับบทสัมภาษณ์อันเข้มข้นราวกับได้นั่งฟังจากปากคำของคนคนนั้น ตื่นเต้นไปกับสารคดีเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่ไม่ต่างกับกำลังชมภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมที่กำกับโดยผู้กำกับชั้นยอด การันตีได้จากผลงานสารคดีเรื่อง “ที่เกิดเหตุ” บันทึกชีวิตผู้คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ “เสียงในความทรงจำ” และ “เสียงแห่งทศวรรษ” รวมบทสัมภาษณ์ของคนดังและคนไม่ดัง ทว่าเปี่ยมด้วยพลังและแรงบันดาลใจ
บทสัมภาษณ์ไม่มีสูตรสำเร็จ --- วรพจน์บอกไว้เช่นนี้ ดังนั้น เขาจึงขวนขวายหากลวิธีการนำเสนอใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ไล่ตั้งแต่การเลือกบุคคลน่าสนใจ คิดและตั้งชื่อเรื่อง วิธีนำเสนอถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อให้ไม่เบื่อ และรู้สึกท้าทายกับการทำงาน
นักสัมภาษณ์ที่ดีต้องเข้าออกได้ในทุกโลก ทุกสังคม เรียนรู้วิถีชีวิตอันผิดแผกแตกต่างกันของผู้คนทุกระดับชั้น คุยกับมหาเศรษฐีพันล้านบนตึกสูงเสียดฟ้าได้ ก็ต้องคุยกับขอทานไร้บ้านริมถนนได้ คุยเรื่องหนักๆ อย่างการบ้านการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ ศาสนา ปรัชญาได้ ก็ต้องคุยเบาๆ เรื่องงานอดิเรกยามว่าง กินดื่มเที่ยวเฮฮาได้เหมือนกัน
ฟังดูเหมือนว่าอาชีพนี้จะมีแต่ได้กับได้ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าการทำบทสัมภาษณ์ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่งนั้นสาหัสสากรรจ์แค่ไหน
’รงค์ วงษ์สวรรค์ บอกว่า งานสัมภาษณ์เป็นงานหนักที่สุดในโลก ใครไม่เคยนั่งหลังขดหลังแข็งค้นคว้าหน้าจอคอมพิวเตอร์จนดึกดื่น ตะลุยอ่านเอกสาร อ่านหนังสือมากมายหลายเล่ม เพื่อตั้งคำถามสัมภาษณ์ ความลำบากของการนัดหมายบุคคลสำคัญที่เข้าถึงตัวยาก ซึ่งต้องใช้ความอดทนและรอคอยอย่างสูง การนั่งยิงคำถาม ซักไซ้ไล่เลียงคนนานนับชั่วโมง ต้องใช้สมาธิ ไหวพริบ ลูกล่อลูกชนสารพัด กว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการ ขั้นตอนการถอดเทปสัมภาษณ์อันหฤโหดที่นักสัมภาษณ์ชั่วโมงบินสูงยังเข็ดขยาดได้ทุกครั้งที่ต้องเจอ การคิดชื่อเรื่อง เรียบเรียง นำเสนอออกมาให้น่าสนใจ ยังไม่นับผลกระทบที่ตามมาหลังจากข้อเขียนตีพิมพ์ ในกรณีที่บุคคลและประเด็นที่พูดคุยกันนั้นกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ ณ ขณะนั้น
“มนุษย์เราแม่งคิดค้นยานอวกาศ ส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์ได้ กะอีแค่เครื่องถอดเทปอัตโนมัติ ทำไมจะทำออกมาไม่ได้วะ”
ใครบางคนบ่นให้ฟังหลายครั้งในหลายคืน ถึงอย่างนั้นพอตื่นเช้ามาพวกเราก็ลืมมันเสียสิ้น แล้วก้มหน้าก้มตาหาข้อมูล ตั้งคำถาม ออกไปคุยกับคน กลับมาถอดเทป เรียบเรียงออกมาเป็นบทสัมภาษณ์ดีๆ แก่ผู้อ่านต่อไป
เพราะนี่คือวิถีชีวิต คือหน้าที่ คืองานที่เรารัก มีความสุข และภาคภูมิใจที่ได้ทำ
การได้อ่านบทสัมภาษณ์ดีๆ คงไม่ต่างอะไรกับการอ่านวรรณกรรมดีๆ สักชิ้น นั่นคือมันเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้







