
โฆษณาไตรมาสแรกวูบ10%การเมืองฉุดใช้จ่าย
การชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อ รวมทั้งการที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ได้ส่งผลต่อการใช้เม็ดเงินโฆษณาของสินค้าและบริการต่างๆ
วรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย หรือเอ็มเอเอที ระบุว่า ไตรมาสแรกปีนี้ อุตสาหกรรมโฆษณามีแนวโน้มหดตัวไม่ต่ำกว่า 10% ขึ้นไป เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปีก่อน ทั้งนี้จากเหตุชุมนุมการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน ทำให้เจ้าของสินค้าชะลอใช้งบโฆษณา เพราะผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ซื้อสินค้า
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโฆษณาจะกลับมาเติบโตได้ในช่วงไตรมาส 2 โดยทยอยปรับเพิ่มขึ้น กระทั่งถึงไตรมาส 4 หากไม่มีปัจจัยลบจากเศรษฐกิจภายในประเทศและภายนอกประเทศ อุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้จะเติบโต 5% หรือมีมูลค่า 1.46 แสนล้านบาท แต่ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีจะต้องโต 4%
“ในปี 2554 อุตสาหกรรมโฆษณามีแนวโน้มว่าจะเติบโต 10% แต่หลังจากเกิดน้ำท่วมปลายปีเท่านั้น เจ้าของสินค้าลดงบโฆษณา ส่งผลให้เติบโตเพียง 3% เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง อุตฯ โตเพียง 3% หรือ 1.35 แสนล้านบาท” วรรณี กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากปีนี้จีดีพีโตต่ำกว่า 4% อุตสาหกรรมโฆษณาจะเติบโตน้อยกว่า 5% แน่นอน แต่จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง เจ้าของสินค้าต้องวางแผนใช้สื่อโฆษณารัดกุมมากกว่าเดิม เพราะการทำโฆษณาช่วงเวลานี้จะไม่จูงใจผู้บริโภค และสร้างยอดขายได้น้อยมาก ส่วนจะมีการโยกเม็ดเงินไปใช้สื่อออนไลน์หรือไม่ ขึ้นกับสินค้าและลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย แม้ว่าปีนี้สื่ออินเทอร์เน็ตจะมีอัตราเติบโตสูงถึง 37% มูลค่าแตะ 5,100 ล้านบาทก็ตาม ขณะที่การจัดกิจกรรมต่างๆ คาดว่าจะเริ่มมีการดำเนินการในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป
ด้านสภาธุรกิจตลาดทุนไทยออกแถลงการณ์ ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้เป็นวิวัฒนาการของระบบการปกครองที่เคยเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ แม้จะก่อให้เกิดความตึงเครียดในสังคมไทย แต่ส่วนดีที่สุดที่มองเห็นคือ ความตื่นตัวอยากมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน กับความเห็นพ้องต้องกันของทุกภาคส่วนในเรื่องจะต้องป้องกัน ต่อต้าน และเอาผิดเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
สำหรับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น สภาธุรกิจตลาดทุนไทยเห็นว่าจะซ้ำเติมความไม่มั่นใจของนักลงทุนและการทำมาค้าขาย การใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนได้ จึงขอให้พิจารณาใช้ด้วยความระมัดระวัง
นอกจากนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยยังเห็นว่า เราผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ แต่ในที่สุด เราก็ผ่านมันไปได้ เพราะความเข้มแข็งของภาคธุรกิจกับความแข็งขันในการฟื้นฟูประเทศร่วมกันของภาคประชาชน ดังนั้น หากภาคธุรกิจกับภาคประชาชนจะช่วยกันดำเนินธุรกิจและใช้ชีวิตประจำวัน กับใช้โอกาสปรับปรุงกิจการภายใน ก็จะมีส่วนช่วยประคองสถานการณ์ในขณะที่ภาคส่วนอื่นยังอ่อนแออยู่







