
บริหารพลาด-ใช้อำนาจไม่ชอบโลกเสื่อมศรัทธารัฐบาล
นันทิยา วรเพชรายุทธ
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปัญหาการชุมนุมประท้วงที่กำลังลุกลามในหลายประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ตั้งแต่ประเทศไทยไปจนถึงยูเครนนั้น หากมองดูเพียงผิวเผินอาจเห็นว่าเป็นเพียงการกระทบกระทั่งทางการเมืองระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในทุกประเทศทั่วโลก
ทว่า หากติดตามปรอทวัดชีพจรพลเมืองโลกอย่างต่อเนื่องทุกปีจะพบว่า ความไม่ลงรอยระหว่างรัฐบาลกับประชาชนนั้น กำลังเป็นแนวโน้มปัญหาที่ขยายตัวขึ้นทุกขณะ และไม่ได้จำกัดเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่มีประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์เต็มใบเท่านั้น หากแต่ยังผุกร่อนลงแม้แต่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นต้นแบบประชาธิปไตยทั่วโลกอีกด้วย
เพราะหากขึ้นชื่อว่านำอำนาจที่ได้จากประชาชนไปใช้อย่าง “ไม่ชอบธรรม” หรือ “ไร้ประสิทธิภาพ” แม้แต่รัฐบาลมหาอำนาจอย่างสหรัฐก็อาจถูกตั้งคำถามได้เช่นกัน
ผลสำรวจความเชื่อมั่นโลกปีล่าสุด หรืออีเดลแมน ทรัสต์ บาร์โรมีเตอร์ 2014 พบว่า ในปีนี้ประชาชน 2.7 หมื่นคน ใน 27 ประเทศทั่วโลกทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนามีความเชื่อมั่นศรัทธาในรัฐบาลของตนเองน้อยลงถึง 4% จากในปีที่แล้ว และหากเทียบกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มักได้คะแนนน้อยในทุกๆ ปี จะยิ่งพบว่า ช่องว่างของรัฐบาลและภาคเอกชนกำลังขยายวงกว้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 14 ปี โดยมีความห่างกันอย่างไม่เคยพบมาก่อนถึง 14 จุด
ที่สำคัญก็คือ ความไม่ไว้วางใจเหล่านี้เกิดขึ้นกับประเทศประชาธิปไตยยักษ์ใหญ่ เช่น สหรัฐ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น มากกว่าเหล่าชาติประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือแม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน
เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ในกรณีของสหรัฐนั้นความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันที่มีต่อรัฐบาลกรุงวอชิงตันกลับดิ่งฮวบลงถึง 16% ลงมาอยู่ที่ระดับ 37% เท่านั้น เนื่องจากชาวอเมริกันกำลังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยเพิ่มขึ้นในวงกว้างว่า รัฐบาลกำลังนำ 1 เสียง 1 สิทธิ ของประชาชนไปใช้อย่างไม่ถูกต้องหรือไม่มีประสิทธิภาพ
การปล่อยให้เกิดวิกฤตการณ์ภาคการเงินเมื่อปี 2008 จนลุกลามเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1930 คือ สิ่งที่ชาวอเมริกันตั้งคำถามมากที่สุดว่า เหตุใดรัฐบาลที่เลือกมากับมือจึงปล่อยให้เกิดการเก็งกำไรอย่างหละหลวมในภาคการเงิน จนคนทั้งประเทศต้องร่วมแบกรับปัญหาไปด้วย โดยเฉพาะการนำเงินภาษีนับแสนล้านเหรียญสหรัฐไปอุ้มภาคเอกชน ซึ่งปัญหาด้านเศรษฐกิจเช่นนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรปเสื่อมศรัทธาในรัฐบาลลงเช่นกัน เช่น ฝรั่งเศส ซึ่งมีความเชื่อมั่นดิ่งฮวบถึง 17% มาอยู่ที่ระดับ 32%
การทรยศต่อความเชื่อมั่นของประชาชนยังรวมไปถึงกรณีการสอดแนมและดักฟังโทรศัพท์ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ที่ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยต่างรู้สึกว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่เลือกตั้งรัฐบาลเข้ามาไม่ควรถูกนำไปตีความเป็น “LICENSE” หรือใบผ่านทางอันชอบธรรมให้รัฐบาลไปทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม
นอกจากนี้ เกมการเมืองคัดง้างกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลที่กุมเสียงในวุฒิสภา และฝ่ายค้านที่กุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎร จนนำไปสู่ภาวะชัตดาวน์ในปีที่แล้ว ก็ยังเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเริ่มหมดศรัทธาในรัฐบาลสหรัฐลงทุกขณะ
อย่างไรก็ตาม คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสามารถคัดง้างกันของรัฐสภาสหรัฐที่เป็นจุดอ่อนให้เกิดเกมการเมืองขึ้นนั้น ในขณะเดียวกันก็ยังถือเป็น “จุดแข็ง” ไปพร้อมกันด้วย
เพราะกระบวนการ “คานสมดุลอำนาจในรัฐสภา” ที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จผ่านเสียงส่วนใหญ่ในสภานั้น คือหัวใจสำคัญที่อีกหลายประเทศกำลังพัฒนาไม่มีและเมื่อบวกกับปัญหา “คอร์รัปชั่น” ที่เรื้อรังเป็นทุนเดิม จึงทำให้กระบวนการหาทางออกของหลายประเทศเหล่านี้ต้องไปจบลงที่ “การชุมนุมบนท้องถนน” แทน
การชุมนุมในกรุงเคียฟ ประเทศยูเครนนั้น นับเป็นตัวอย่างของการเสื่อมศรัทธารัฐบาลที่ประชาชนต้องหาทางออกนอกสภาได้เป็นอย่างดี
การที่ฝ่ายค้านไม่สามารถต่อสู้กับเสียงข้างมากที่กุมอำนาจในรัฐสภาได้ กรณีที่รัฐบาลปรับนโยบายต่างประเทศเปลี่ยนข้างพันธมิตรจากยุโรปไปเป็นรัสเซียนั้น ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ช่องทางประท้วง เพื่อส่งเสียงกดดันไปยังรัฐบาลแทน แต่สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงเมื่อรัฐบาลไม่ตอบรับเสียงของประชาชน
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เลวร้ายลงและผลักดันให้รัฐสภายูเครนขยับสู่การเป็นเผด็จการรัฐสภาเต็มตัวทุกขณะก็คือ นอกจากจะไม่รับฟังเสียงของประชาชนแล้ว รัฐบาลยังเลือกที่จะ “ปิดปากประชาชน” ด้วยการใช้เสียงส่วนใหญ่ในสภาผ่านกฎหมายฉบับล่าสุด เพื่อหวังปิดช่องทางการชุมนุมประท้วงทั้งหมดลง
กฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภายูเครนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีข้อห้ามหลายด้านที่มีเป้าหมายสลายการประท้วงในปัจจุบันโดยตรง เช่น การห้ามตั้งเต็นท์ เวที และเครื่องขยายเสียงในที่สาธารณะ พร้อมห้ามการสวมหน้ากากกันแก๊สพิษและหมวกกันน็อกมาชุมนุมตามที่สาธารณะ โดยมีโทษสำหรับการฝ่าฝืนอย่างการจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี
“รัฐสภาหมดความชอบธรรมลงแล้ว ซึ่งหมายความว่าเราควรสร้างสภาประชาชน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกพรรคฝ่ายค้านขึ้นมาทำหน้าที่เอง” อาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค แกนนำพรรคฝ่ายค้านกล่าวกับเอเอฟพี
จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มผู้ชุมนุมในยูเครนจะออกมาท้าทายกฎหมายฉบับล่าสุดด้วยการชุมนุมครั้งใหม่ถึงราว 2 แสนคน ในใจกลางกรุงเคียฟ ด้วยความแข็งกร้าวกว่าเดิม
เพราะการปิดปากประชาชนครั้งนี้คือ การหมดความชอบธรรมของรัฐสภา ที่ซ้ำเติมความเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาล และไม่อาจหาทางออกได้อีกนอกจากการต่อสู้บนท้องถนน







