
สัมผัสสุเทพ เทือกสุบรรณ
ผู้คนในสังคมจำนวนมากตั้งคำถามนี้ด้วยเหตุผลในการถามที่แตกต่างกันไป
ผู้คนในสังคมจำนวนมากตั้งคำถามนี้ด้วยเหตุผลในการถามที่แตกต่างกันไป ฝ่ายที่สนับสนุนการต่อต้านรัฐบาลก็จะบอกว่า เป็นไรไปเล่า เขาอาจจะเคยชั่ว เคยเลวมาบ้าง แต่ครั้งนี้เขามา “ทำดี” ก็ต้องอโหสิ ส่วนฝ่ายที่ยังมอง “โลกสวย” สนับสนุนการคงอยู่ของรัฐบาลอัปลักษณ์ ก็จะกระแนะกระแหนว่า ไอ้นี่มันมีความชั่วช้าเลวทรามมากมาย ทำอะไรก็ไม่มีดีหรอก
ผู้เขียนได้รับฟังจากคนที่รู้จักและเข้ามาร่วมในการชุมนุมกับ กปปส. ทั้งที่ออกมาร่วมนั่ง ยืน นอน และเดิน ในที่ชุมนุมต่างๆ กับที่ไม่ได้ออกมา แต่แสดงความเห็นด้วยกับการนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดียและการพูดคุยกันเฉพาะกลุ่ม ต่างก็บอกว่าไม่รู้จักคุณสุเทพอะไรลึกซึ้งมากนัก รู้แต่ว่าเป็นนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนใต้ เคยเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ลาออกจาก สส.มานำม็อบ และพอคนเรียกว่า “ลุงกำนัน” จึงรู้ว่าเคยเป็นกำนันตอนหนุ่มๆ จบปริญญาโทจากอเมริกา
ที่สำคัญ มีดี มีชั่ว เหมือนคนทั่วไป
มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคยมารักษาการในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ผู้เขียนทำงานอยู่ ท่านได้ขึ้นปราศรัยกับ “ประชาคม มสธ.เพื่อการปฏิรูปประเทศ” ในการระดมพลมวลชนไปร่วมต่อต้านรัฐบาลกับ กปปส. ในวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีข้อความที่กินใจที่ผู้เขียนจำได้ติดหูว่า “มีคนมาบอกว่าคุณสุเทพชั่วอย่างนั้น เลวอย่างนี้ แต่ผมคิดว่ารัฐบาลนี้เลวกว่า หลายปีมานี้ผมอยากให้รัฐบาลนี้ออกไป เพราะมันชั่ว มันเลวเหลือเกิน แต่ไม่มีใครทำได้ สภาก็พวกมัน ตำรวจก็พวกมัน กำนันสุเทพจะดีจะชั่วอย่างไรไม่รู้ แต่ที่ทำอยู่นี้เป็นการทำดีเพื่อบ้านเมือง ประเทศต้องการคนอย่างนี้ คนกล้าที่จะมาทำลายความชั่ว”
อาจารย์ท่านนี้บอกว่ามีคนที่เกลียดรัฐบาลนี้อีกมาก แต่ไม่กล้าออกมา ไม่กล้าแสดงออก เพราะขาด “ผู้นำ” ในการต่อสู้ “ที่น่าเชื่อถือ” แต่ 70 กว่าวันในการนำของนายสุเทพที่ยืนหยัดร่วมกับมวลมหาประชาชน ได้ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความเชื่อมั่นและเห็นด้วยกับการกระทำของนายสุเทพในครั้งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่บางคนได้เห็นความตั้งใจจริงร่วมกับการแสดงออกอย่างเด็ดเดี่ยวมั่นคงก็เกิดความ “ศรัทธา” จนกระทั่ง “ความเลื่อมใส” และร่วมอำนวยอวยชัยเป็นกำลังใจให้การต่อสู้ของนายสุเทพกับมวลมหาประชาชนในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ
สามารถ “คั้นหัวใจ” ให้ทุกคนมาหลอมรวม
ผู้เขียน “สนใจ” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาตั้งแต่ครั้งที่ถูกถล่มในเรื่อง “ส.ป.ก. 4-01” ที่ผู้นำในการถล่มก็คือนายเนวิน ชิดชอบ โดยข้อหาหลักๆ ที่นายเนวินใช้ถล่มก็คือนายสุเทพและพรรคประชาธิปัตย์เอาที่ดินที่หลวงแบ่งให้ราษฎรผู้ยากจนเอาไปทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงชีพ ที่เรียกว่า “ส.ป.ก. 4-01” นี้ แจกให้แก่พรรคพวก บังเอิญว่าในจำนวนคนที่ได้รับแจกนี้มีคนที่ไม่เข้าข่ายว่าเป็นคนจนอยู่จำนวนหนึ่ง บ้างก็เป็นญาติกับนักการเมือง แต่ที่สำคัญบางคนเหล่านี้ไม่ได้เอาไปทำการเกษตร แต่เอาไปทำรีสอร์ทบ้าง ปลูกบ้านตากอากาศหรูๆ บ้าง รวมทั้งที่เป็นภูเขาและเขตป่าสงวน หรือเขตอนุรักษ์ ที่ไม่น่าจะออกเอกสารสิทธิในรูปแบบใดๆ ได้
สิ่งที่ติดตาผู้เขียนก็คือการขึ้นตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายสุเทพที่เป็นไปด้วย “ความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น” สำหรับข้อความการตอบโต้ในรายละเอียดจะเป็นอย่างไรไม่ใช่ประเด็นที่จะมานำมาย้อนความ แต่ที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นและน่าสนใจนั้นก็คือ ท่าทีในการต่อสู้ของนายสุเทพนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง คือยังเต็มไปด้วย “ความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น” เช่นนั้นอยู่เสมอ
ในครั้งที่ปกป้องบรรดาพรรคพวกจากคดี ส.ป.ก. 4-01 ในครั้งนั้น นายสุเทพได้แสดงให้เห็นว่า “การทำเพื่อคนอื่น” แม้จะเหนื่อยยาก และเจ็บปวด แต่นายสุเทพก็ยืนหยัดไม่ย่อท้อ นายสุเทพแสดงให้เห็นถึง “ความมีใจ” เพื่อคนอื่น ไม่เห็นแก่ตนเองที่สามารถจะเอาตัวรอดหรือหลบหนีไปจากการตอบโต้นั้นเสียก็ได้ (ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ให้ “ลิ่วล้อ” ออกรับหน้าแทน ชี้แจงแทน) แต่นายสุเทพก็ตอบโต้ด้วยตนเอง ด้วยความเชื่อมั่นในความ “บริสุทธิ์ใจ” และเป้าหมายเพื่อคนอื่นๆ เหล่านั้น
“ความสัตย์” และ “จิตอาสา” เห็นได้อย่างชัดเจน
ผู้เขียนมา “สัมผัส” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างถึงเนื้อถึงตัว “ใกล้ชิด” จริงๆ ก็ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ค. 2554 คุณสุเทพได้เชิญนักวิชาการกลุ่มที่ช่วยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ (ก่อนแพ้เลือกตั้ง) ทำการศึกษาเรื่องปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ซึ่งสามารถแก้ไขได้ 2 มาตรา คือเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง และมาตรา 190) มาปรึกษาหารือเกี่ยวกับการตั้ง “โรงเรียนการเมือง” สำหรับสอนนักการเมืองหน้าใหม่ และสมาชิกระดับบริหารที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรค
พอเริ่มการประชุม นายสุเทพก็กล่าวความในใจถึงความห่วงใยบ้านเมือง เล่าถึงแผนร้ายของทักษิณ พรรคเพื่อไทย และแนวคิดรัฐไทยใหม่ของบรรดากุนซือทักษิณ ซึ่งนายสุเทพก็ยอมรับตรงๆ ว่า ได้ต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจังผ่านสื่อของพรรคพวกที่พอจะไหว้วานได้ เช่น บลูสกาย และทีนิวส์ รวมทั้งที่อยากจะไหว้วานบรรดานักวิชาการที่เชิญมานี้ และอยากจะให้คนไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ เพื่อช่วยการทำลายล้างและป้องกัน “หายนะ” ที่จะเกิดแก่บ้านเมืองและลูกหลานของเรา แล้วพวกเราก็ได้ยินคำว่า “ระบอบทักษิณ” ออกจากปากของนายสุเทพพร้อมๆ กันเป็นครั้งแรก
เหมือนกับที่เราได้ยินบนทุกเวทีการชุมนุมขณะนี้
ตอนนั้นราวๆ เดือน ก.ย. 2554 มาถึงวินาที วันนี้ ม.ค. 2557 ท่าทางของนายสุเทพก็ยัง “เด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น” คำพูดที่พูดกับพวกเรากลุ่มนักวิชาการกับที่พูดกับมวลมหาประชาชน เป็นเหมือนกับได้ก๊อบปี้เด๊ะๆ “คำต่อคำ” นี่แสดงถึงอุดมการณ์หรือความเชื่อของนายสุเทพนั้น ไม่ได้เสื่อมคลายเปลี่ยนแปลงไปเลย จึงทำให้พวกเราเชื่อว่า “นี่คือคนจริง”
ในคืนวันที่ 13 ม.ค. 2557 ที่มวลมหาประชาชนนัดกัน “Shut Down Bangkok, Restart Thailand” ผู้เขียนกับเพื่อนๆ นั่งบนถนนข้างหลังเวทีที่ราชประสงค์ พอนายสุเทพขึ้นเวทีประชาชนก็ปรบมือ เป่านกหวีด รวมทั้งกรีดเสียงร้องกันกระหึ่ม ผู้เขียนบอกกับเพื่อนๆ ว่า ไม่ได้ชื่นชมนายสุเทพ แต่ชื่นชมคนรักนายสุเทพ เพราะเกือบทั้งหมดน่าจะไม่รู้จักนายสุเทพ แต่เชื่อใจและมั่นใจในนายสุเทพ
เพราะคนที่รักนายสุเทพคือคนที่รักความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น!







