
ลับลวงพราง สวนสนาม?
เป็นเวทีแสดงแสนยานุภาพครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เป็นเวทีแสดงแสนยานุภาพครั้งยิ่งใหญ่ สำหรับพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลและสวนสนามเนื่องในวันกองทัพไทย 18 ม.ค. ณ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ด้วยการจัดเต็มทั้งในแง่กำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยที่กองทัพได้จัดหามาประจำการเพื่อแสดงให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพยุคนี้สามารถรักษาผืนแผ่นดินไทยและความมั่นคงของชาติไว้ได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ประธานในพิธีสวนสนาม ให้โอวาทต่อกำลังพลตอนหนึ่งว่า ทหารทุกนายได้ตระหนักถึงภารกิจอันมีเกียรติในการพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้มีความมั่นคงอยู่คู่กับแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน วันนี้จึงถือเป็นวันสำคัญของชาติ
“เป็นวันที่ทหารใหม่ทุกนายจะได้เปล่งสัจวาจาปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพลอันศักดิ์สิทธิ์ แสดงถึงความพร้อมเป็นทหารของชาติโดยสมบูรณ์ ที่มีเกียรติศักดิ์ศรี มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่จะเสียสละแม้เลือดเนื้อและชีวิตเพื่อประกันความมั่นคงและดำรงไว้ซึ่งเอกราช อธิปไตย และความสงบสุขของชาติ รวมทั้งน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักสร้างสรรค์คุณประโยชน์ให้กับส่วนรวมและความมั่นคงให้กับประเทศชาติสืบไป” ผบ.ทบ. กล่าว
ไฮไลต์ที่แตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมาคือ “กองทัพยานยนต์” ซึ่งถือเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญของกองทัพบกที่จัดมาแสดงศักยภาพ ถือเป็นการให้เกียรติกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือน ต.ค.ปีนี้
ไล่เรียงดูรายละเอียดในการสวนสนาม พบว่า มีทั้งสิ้น 26 กองพันทหารราบ ทั้งจากทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ รวมทั้งทหารพรานหญิงจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 นาย รวมกับ 3 กองทัพยานยนต์ รวม 48 คัน และอากาศยานรบรวม 12 ลำ จากศูนย์การบินกองทัพบก
ว่ากันว่า นอกจากการจัดแสดงขีดความสามารถของยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณของกองทัพ
ส่องขุมกำลังในกองทัพ กองทัพยานยนต์ 48 คันที่นำมาสวนสนาม จำแนกเป็น รถเกราะล้อยาง 14 คัน อาทิ รถเกราะล้อยาง BTR 3E1 แบบลำเลียงพล รถเกราะ BTR 3K แบบรถบังคับการ รถเกราะ BTR 3RK แบบติดตั้งอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถัง รถฮัมวีติดตั้งจรวดโทว์ 3 คัน
นอกจากนี้ ยังเป็นรถถัง 15 คัน ทั้งแบบ M-60 A1, M-60 A3, M-48 A5, รถถังสกอร์เปี้ยน รถถังสติงเรย์ ในสังกัดทหารม้า ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนทหารปืนใหญ่ได้จัดรถบรรทุกปืนใหญ่ 16 คัน ได้แก่ ปืนใหญ่ M198, ปืนใหญ่ GSN ขนาด 155 มม., ปืนใหญ่ซีซาร์, ปืนใหญ่ติดรถสายพานลำเลียงพล M109 A5
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศบ้านเมืองอันเปราะบาง คละคลุ้งไปด้วยกระแสข่าว “ปฏิวัติ” โดยเฉพาะหลังจากมีเสียงเรียกร้องให้กองทัพสางความขัดแย้งก่อนบานปลายเป็นความรุนแรง
ไม่แปลกที่ช่วงการเคลื่อนย้ายรถถัง อาวุธยุทโธปกรณ์ จากหน่วยต่างๆ ทั้ง จ.สระบุรี ลพบุรี ปราจีนบุรี และชลบุรี เพื่อมาจัดแสดงในงานวันเด็ก ต่อเนื่องด้วยการสวนสนาม จะสร้างความหวาดระแวงว่าจะมีการสวมรอยปฏิวัติ
ยิ่งสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ระยะหลังเริ่มแบ่งรับแบ่งสู้กับการ “ปฏิวัติ” ทั้งคำพูดในทำนอง “ไม่มีปิดไม่มีเปิด” ร้อนจน “กองทัพ” ต้องออกมาชี้แจงรายวันยืนยันว่าเป็นแค่การเตรียมความพร้อมสวนสนาม
หากย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะพบว่ากองทัพเคยใช้กิจกรรมทางการทหารที่จัดขึ้นในเมืองหลวงมาตลบหลังเพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลมาแล้ว ดังปรากฏให้เห็นในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475
ในหนังสือเรื่อง “เบื้องหลังจากปฏิวัติ 2475” เขียนโดย กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” เล่าถึงเหตุการณ์นั้นว่า เป็นการใช้อุบายจัดให้ทหารตามหน่วยต่างๆ มาชมการฝึกการต่อสู้ระหว่างทหารราบกับรถรบที่ลานพระราชวังดุสิต หน่วยทหารในพระนครหลายหน่วยที่บางซื่อ ประกอบด้วย กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ พร้อมด้วยรถหุ้มเกราะ กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ กองพันทหารช่วง และกองพันทหารราบบางส่วน ซึ่งกำลังทั้งหมดนี้ได้เข้ามาร่วมสมทบที่ลานพระราชวังดุสิต โดยที่ทหารเหล่านั้นไม่ทราบด้วยว่าการเดินทางมายังลานพระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
“ครั้นแล้วคณะปฏิวัติก็นำขบวนทหารกรมทหารม้าที่ 1 มายังพระบรมรูป ณ ที่นั้นคณะปฏิวัติทหารเรือได้นำคณะทหารเรือมาชุมนุมกำลังคอยทีอยู่แล้ว นอกจากคณะทหารเรือ พระยาฤทธิอัคเนย์ยังนำขบวนทหารปืนใหญ่ สรรพด้วยอาวุธปืนใหญ่ปืนเล็ก และผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย ซึ่งได้รับคำสั่งจากพระยาทรงสุรเดชในฐานะอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหารให้นำนักเรียนนายร้อยมารับการฝึกพิเศษ ก็ได้นำขบวนนักเรียนนายร้อยมาชุมนุมด้วย ทหารทั้งปวงที่มาชุมนุมอยู่ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าในวันนั้นต่างได้มาโดยมิรู้ว่ากำลังมีการปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจจากการปกครองของพระราชาของตน
...เมื่อขบวนทหารและขบวนรถซึ่งพระยาพหลฯ พระยาทรงฯ และพระประศาสน์ฯ เป็นผู้นำมาถึงยังลานพระบรมรูปแล้ว ฝ่ายบัญชาการก็ออกคำสั่งให้ทหารทั้งปวงที่ชุมนุมอยู่ในที่นั้นเคลื่อนขบวนเข้าไปตั้งอยู่ภายในบริเวณพระที่นั่งอนันต์ฯ” คำบรรยายของกุหลาบ สายประดิษฐ์
นั่นเป็นอุบายเมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ผ่านมา 82 ปี สถานการณ์สลับซับซ้อน เงื่อนไขวันนี้และวันนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เป็นเรื่องปกติที่การสวนสนามจะเป็นการแสดงแสนยานุภาพของกองทัพในบรรยากาศที่มีการแข่งขันกันในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังต้องการแสดงให้เห็นว่างบประมาณจากภาษีประชาชนไม่ได้สูญเปล่า แต่ได้สร้างกองกำลังพร้อมปกป้องประเทศ
ส่วนประเด็นการสวมรอยปฏิวัตินั้น กรณีการเคลื่อนกำลังเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อจัดงานวันเด็กและสวนสนาม นักวิชาการด้านความมั่นคงผู้นี้ บอกว่า แน่นอนอาจทำให้หลายคนตื่นตระหนก ซึ่งจะต้องไปดูว่าหลังวันที่ 18 ม.ค.นี้ กองทัพจะเคลื่อนอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้กลับไปสู่ที่ตั้งหรือไม่
ปณิธาน วิเคราะห์ถึงโอกาสที่จะเกิดการปฏิวัติว่า ขณะนี้ศักยภาพของผู้นำกองทัพได้เพิ่มขึ้นโดยปริยาย ทั้งอำนาจต่อรองพูดคุยเจรจา เป็นคนกลาง ทั้งทางเปิดเผยและไม่เป็นทางการ ซึ่งเวลานี้กองทัพไม่ได้ถูกคุกคามมากนัก ไม่ว่าทั้งจากการแต่งตั้งโยกย้าย หรือตัดงบประมาณ ยกเว้นมีปัจจัยกรณีเกิดการปะทะของมวลชน เกิดจลาจล สถานการณ์ควบคุมไม่ได้โดยตำรวจ ที่กองทัพอาจใช้เข้ามาแทรกแซง แต่จะต้องดูว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองจริง หรือเป็นแค่กรรมการห้ามไม่ให้มีการปะทะ
สุดท้ายคงต้องรอดูว่า “กองทัพ” จะรับมือกับสถานการณ์ความตึงเครียดของบ้านเมืองในเวลานี้อย่างไร สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นย่อมมีความเป็นไปได้เสมอ







