
การพัฒนาเชิงนวัตกรรม...ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย
ในวันนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของโลกธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะยังคงสามารถแข่งขัน หรือที่นักวิชาการเรียกกันว่า “ขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ Competitiveness” ซึ่งแม้ในกูรูด้านนี้เองก็ให้นิยามที่แตกต่างกันไป
ในวันนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของโลกธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ซึ่งจะเป็นความท้าทายอย่างยิ่งว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตจะยังคงสามารถแข่งขัน หรือที่นักวิชาการเรียกกันว่า “ขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือ Competitiveness” ซึ่งแม้ในกูรูด้านนี้เองก็ให้นิยามที่แตกต่างกันไป
ศาสตราจารย์ Michael E. Porter กล่าวว่า “Competitiveness is defined by the productivity with which a nation utilizes its human, capital and natural resources” ซึ่งเน้นที่ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ
ขณะที่สถาบันจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลก IMD ให้นิยามว่า “Competitiveness analyses how nations and enterprises manage the totality of their competencies to achieve prosperity or profit” ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการจุดแข็งหรือจุดอ่อนของประเทศ/บริษัทเพื่อสร้างความมั่งคั่งหรือกำไร
โดยส่วนตัวแล้วผมชอบวิธีและกรอบแนวคิดของสถาบันจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันระดับโลกอีกแห่งชื่อ World Economic Forum (WEF) ที่มองระดับชั้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็น 3 ขั้น คือ ขั้นแรกระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยปัจจัยการผลิตและทรัพยากร
ขั้นสองระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยประสิทธิภาพ
ขั้นสุดท้ายระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 คือมีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยประสิทธิภาพ สำหรับประเทศที่สถาบัน WEF จัดให้มีขีดความสามารถการแข่งขันอยู่อันดับ 1 และ 2 ของโลก คือประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 37 ดีขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่อยู่อันดับที่ 38
ในอนาคตต่อจากนี้ไป เราคงจะต้องมาร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยว่าจะทำอย่างไรที่จะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมได้นะครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเริ่มเห็นรัฐบาลประเทศต่างๆ หันมาส่งเสริมการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจนวัตกรรม เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ และหลีกเลี่ยงการผลิตสินค้าที่ต้องต่อสู้ด้วยราคาเป็นหลัก โดยหัวใจของเศรษฐกิจนวัตกรรมก็คือแนวคิดหรือแนวปฏิบัติที่สร้าง/เพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการที่เน้นใช้ความคิด สติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น
ผมขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาของเกาหลีใต้ ซึ่งในวันนี้ถือเป็นประเทศผู้นำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จของกระแส KPOP อาหารเกาหลี หรือละครชุดเกาหลี ซึ่งเกิดขึ้นจากการวางแผนร่วมกันระดับประเทศในการยกระดับเกาหลีใต้ไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดังจะเห็นได้จากละครต่างๆ ของเกาหลีที่มิได้โด่งดังแค่เพียงในประเทศไทย แต่ได้รับความนิยมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจากบทเรียนของเกาหลีใต้ ผมคิดว่าแนวทางที่เราสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ คือการทำให้เศรษฐกิจเติบโตจากนวัตกรรมมากขึ้น
โดยที่ในอนาคต ผมคิดว่าผลผลิตของเศรษฐกิจไทยต้องมาจาก “Idea” มากกว่า “I do” ซึ่งเราสามารถดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่ที่มีมูลค่าเพิ่ม (หรือผลกำไร) มาจากบริษัทที่สร้าง “Idea” (ผู้คิดค้น) ในขณะที่บริษัทที่เป็น “I do” (ผู้ผลิต) ได้รับส่วนแบ่งกำไรที่น้อยมาก ผมจะขอยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น บริษัท Apple Inc. ที่สามารถสร้างรายได้ปี 2556 กว่า 170 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไรสุทธิมากกว่า 37 พันล้านเหรียญสหรัฐ (อัตรากำไรสุทธิสูงกว่าร้อยละ 21.7)
ขณะที่บริษัท Blackberry ที่อดีตเคยเป็นเจ้าแห่งวงการโทรศัพท์มือถือ Smart Phone ที่มีรายได้น้อยกว่าเพียง 11 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2556 และยังต้องเผชิญผลขาดทุนกว่า 646 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะในวันนี้ บริษัท Blackberry ตามไม่ทันนวัตกรรมการผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ ซึ่งบทเรียนที่ชัดเจนคือ เราจะเห็นว่าเป็นผลประโยชน์ของการสร้างมูลค่าส่วนใหญ่นั้นตกอยู่กับผู้ที่เป็นเจ้าของความคิดและนวัตกรรม
ดังนั้น ผมคิดว่าโจทย์ที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทยในอนาคต คือ การผนวกทุนและทักษะเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจนวัตกรรมในเมืองไทย เราต้องมาร่วมกันหาทุนต่างๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่สังคมไทย ซึ่งผมว่าต้องมีอยู่มากพอสมควร เพียงแต่เราต้องหามันให้เจอครับ
เราได้แต่หวังว่า เราจะเดินหน้าเป็น Apple ไม่ใช่ Blackberry นะครับ







