
นัดถก 70 ฝ่าย เกมบีบ"กกต.เลือกตั้ง"
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เข้าสู่วันที่ 3 แล้วสำหรับปฏิบัติการ “ชัตดาวน์กรุงเทพมหานคร” ของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) แม้จะยึด 7 จุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯ เอาไว้ได้ แต่ดูเหมือนว่า กปปส.เองยังไม่เห็นแสงชัยชนะเท่าไหร่นัก เนื่องจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังคงไม่ลาออกตามข้อเรียกร้องของกลุ่ม กปปส.
“ดิฉันก็เรียนยืนยันหลายครั้งแล้วว่า ดิฉันมีหน้าที่ปฏิบัติตามในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่หลังจากการยุบสภา ก็ต้องมีหน้าที่ในการรักษา และวันนี้ก็ต้องเรียนว่า ดิฉันไม่ได้ยึดติดทางด้านการรักษาเพื่อเสถียรภาพทางการเมือง แต่ดิฉันกำลังทำหน้าที่ในฐานะการรักษาประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนคือเจ้าของอธิปไตยค่ะ” ท่าทีล่าสุดจากนายกฯ เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา
สถานการณ์ได้เข้ามาสู่ถึงจุดที่ “ไม่มีใครเป็นผู้ชนะได้อย่างเด็ดขาด” เพราะ กปปส.ไม่สามารถยกระดับการต่อสู้ให้เพิ่มขึ้นได้ไปมากกว่านี้อีกแล้ว อย่างมากที่สุดน่าจะเป็นการปิดล้อมจุดสำคัญของกรุงเทพฯ เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มแรงกดดันให้มีระดับสูงขึ้น แต่ก็ไม่อาจเอาชนะรัฐบาลได้
ส่วนรัฐบาลไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าตั้งรับเพื่อรักษาอำนาจตัวเองเอาไว้ เพราะเลยจุดที่รัฐบาลจะสามารถใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมไปแล้ว เหลือทางเดียว คือ ประคับประคองสถานการณ์และระวังมือที่สามไม่ให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อนที่นำไปสู่การจลาจล เพื่อให้ตัวเองไปถึงการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นวันที่ 2 ก.พ. หรือวันอื่นๆ
เมื่อรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง จึงเลือกทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองกลับมามีอำนาจรัฐโดยสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่ว่านั้น คือ การเชิญหลายฝ่ายมาหารือถึงการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่นในวันนี้
ตามกำหนดการยิ่งลักษณ์ได้ทำการเชิญถึง 70 รายชื่อ อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค ซึ่งรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ กปปส. ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งตัว พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นต้น
ทั้งนี้ การเชิญพรรคการเมืองและส่วนราชการบางส่วนมาประชุมในครั้งนี้ย่อมมีนัยแฝงอยู่เช่นกัน
นัยสำคัญที่ว่านั้น คือ การประกาศให้สาธารณะรู้ว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมีอำนาจในการบริหารประเทศอยู่อย่างสมบูรณ์ เพื่อ เกทับ กปปส.ที่มักจะประกาศว่ารัฐบาล ยิ่งลักษณ์เป็นโมฆะไปแล้วจากการไม่สามารถบริหารประเทศได้ จนนำไปสู่การยึดเมืองหลวงของมวลมหาประชาชน
แน่นอนว่า ภาพที่เกิดขึ้นย่อมไม่ต่างอะไรกับการดิสเครดิต กปปส.ไปในตัว เพราะแสดงให้เห็นว่า กปปส.ไม่สามารถทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลได้ ในทางกลับกัน ยิ่งทำให้เห็นว่าแผน ชัตดาวน์กรุงเทพฯ เพื่อกดดันรัฐบาลไม่ได้ผล
นอกจากนี้ ประโยชน์ที่รัฐบาลจะได้รับจากการประชุมดังกล่าวเพิ่มเติม คือ การหาแนวร่วมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเลือกตั้ง
ดูจากบุคคลที่รัฐบาลเชิญเข้ามาร่วมวงด้วยนั้น ล้วนเป็นฝ่ายที่ไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะ ต่อรองกับรัฐบาลได้มากนัก ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก พรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้แต่ผู้นำเหล่าทัพ โดยเฉพาะพรรคการเมืองในเวลานี้ ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ต่างต้องการเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง
แบบนี้ย่อมช่วยให้รัฐบาลสามารถควบคุมการประชุมให้เป็นไปในทิศทางที่รัฐบาล ต้องการได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการที่รัฐบาลสามารถอ้างความชอบธรรมจากที่ประชุมแห่งนี้เดินหน้า สู่การเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเกมนี้จะเป็นฝ่ายได้เปรียบแต่เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์และ กกต.ก็ต่างรู้ทันรัฐบาลเช่นกันว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นรัฐบาลก็ยังคงยืนยันไม่เลื่อนการเลือกตั้งออกไปตามกระแสกดดัน ทำให้การไปร่วมเวทีที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ จึงเท่ากับว่า ไปสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงได้ออกตัวปฏิเสธรัฐบาลตั้งแต่ บัตรเชิญยังมาไม่ถึง
“รัฐบาลพยายามที่จะสร้างกระบวนการเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินตามที่ตัวเองต้องการ ถ้าอยากทำ ก็ทำไป แต่ปัญหาเห็นอยู่แล้วว่าบ้านเมืองเดินได้ยากมาก เมื่อมีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมืองเหตุใดไม่คิดหาวิธีการให้บ้านเมืองเดินได้โดยไม่เสียหลักการ” คำปฏิเสธจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เช่นเดียวกับ กกต.ที่ได้ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลด้วยการมีมติว่า 5 เสือ กกต.จะไม่ไปร่วมเวทีในวันที่ 15 ม.ค. แต่มอบหมายให้เลขาธิการ กกต.ไปแทน กลับกันจะเชิญนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มาประชุมกับ กกต.ในวันที่ 16 ม.ค.แทน อันแสดงให้เห็นว่า กกต.เองก็ไม่ยอมเล่นตามเกมของรัฐบาล เพราะรู้ดีว่าถ้าเวทีที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพย่อมถูกเหมารวมไปด้วยว่า กกต.สนับสนุนการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ทั้งๆ ที่ กกต.เองไม่เห็นด้วยมาตลอด
“การพูดคุยระหว่างประธาน กกต.และนายกฯ ควรเกิดขึ้นก่อนไปหารือกลุ่มที่ใหญ่กว่านี้ ดังนั้น กกต.จะยังไม่เข้าไปพูดคุยกับรัฐบาล ในวันที่ 15 ม.ค. แต่จะมอบหมายให้เลขาธิการ กกต. เป็นตัวแทนไปเข้าร่วมรับฟัง” ความละมุนละม่อมจาก สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการ กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง
แม้จะดูเหมือนว่า กกต.ให้ความร่วมมือ แต่การส่งเลขาธิการ กกต.ไปหารือกับรัฐบาลนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้ารัฐบาลเบาๆ เพราะในเชิงนโยบายและการตัดสินใจบางประการ เลขาธิการ กกต.ก็ไม่อาจทำในนามกรรมการ กกต.ทั้ง 5 คนได้
ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเกมการเมืองระหว่าง กกต.กับรัฐบาลที่ลากกันไปมา จนเรียกได้ว่าไคลแมกซ์ของการเมืองฉากนี้ กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า







