
ชัตดาวน์กทม.เกมวัดความอึด
กำลังเป็นที่จับตาว่าปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
กำลังเป็นที่จับตาว่าปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ซึ่งเริ่มต้นออกตัวแบบคึกคักมีมวลมหาประชาชนกระจายตัวไปร่วมแสดงพลัง 7 เวทีรอบกรุงเทพฯ รอบนี้จะสามารถเดินเข้าใกล้เป้าหมายได้มากน้อยเพียงไร
เมื่อเที่ยวนี้ถือเป็นการยกระดับการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ที่ยึดเอาจุดยุทธศาสตร์สำคัญ7 จุด เป็นเวทีชุมนุม หวังทำกรุงเทพฯ เป็นอัมพาต พร้อมมาตรการต่อเนื่องเตรียมเคลื่อนไหวกดดันให้หน่วยงานราชการต่างๆ ที่ถือเป็นมือไม้สำคัญของรัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ และจะต้องเพิ่มระดับความเข้มข้นกว่าการเคลื่อนไหวรอบที่ผ่านมา จนประเมินกันว่าสุ่มเสี่ยงจะเกิดการกระทบกระทั่งหรือบานปลายกลายเป็นความรุนแรงในหลายจุด
แม้จะยังไม่รู้ว่าสุดท้ายยุทธการปิดเมืองหลวงเที่ยวนี้จะมีพลังสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลได้อย่างที่ประเมินไว้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้เห็นว่าการเลือกเดินเส้นทางนี้ของกปปส.ย่อมส่งผลให้เส้นทางการเจรจาเพื่อหาข้อยุติสลายความขัดแย้งที่มีความพยายามเดินหน้า มีคนหรือหน่วยงานต่างๆ อาสาเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานระหว่างคู่ขัดแย้งต้องตีบตันไปทันที
เริ่มตั้งแต่ความพยายามของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการประคับประคองจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยนั้น เริ่มเห็นสัญญาณว่าหากยังดันทุรังเดินหน้าต่อไปถึงวันหย่อนบัตร 2 ก.พ. ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง เมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ขณะที่อีกฝ่ายยังเห็นการเลือกตั้งไม่อาจสลายปัญหา ควรเดินหน้ากระบวนการปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนเปิดให้เลือกตั้ง
ดังนั้น กกต.จึงพยายามเปิดเวทีให้คู่ขัดแย้งได้ร่วมกันหาทางออกสกัดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง เริ่มต้นจากที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. เดินสายคุยนอกรอบกับบิ๊กเพื่อไทยและบิ๊กประชาธิปัตย์ไปแล้วรอบหนึ่ง ก่อนจะมาสะดุดสุดท้ายไม่อาจจัดเวทีพูดคุยร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ จนความพยายามนี้ต้องถูกพักยกไว้ชั่วคราว ด้วยความหวังว่าจะมีโอกาสได้ร่วมหาทางออกกัน
แต่ทว่าการชักธงรบแบบเต็มสูบด้วยการเลือกเดินหน้าลุยแผนชัตดาวน์ กทม. ย่อมทำให้เส้นทางการเจรจานับจากนี้เป็นไปได้ยากเต็มที ยังไม่รวมกับข้อเสนอของ กกต.ก่อนหน้านี้ ที่ลงนามทำหนังสือถึงนายกฯ เสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อนด้วยเหตุผล 6 ประการ ซึ่งทางรัฐบาลยังยืนยันในจุดยืนเดิมคือไม่มีอำนาจในการเลื่อนการเลือกตั้ง และขอให้ กกต.ระบุข้อกฎหมายที่จะดำเนินการให้ชัดเจน
ล่าสุด นายกฯ ได้มอบหมายให้ พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ เชิญกลุ่มบุคคลมาร่วมหารือเกี่ยวกับการเลื่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ตัวแทน กปปส. ตัวแทน นปช. ตัวแทนแนวร่วมเครือข่ายต่างๆ อาทิ กลุ่ม 2 เอา 2 ไม่เอา กลุ่ม 7 องค์กรภาคธุรกิจ ทปอ. หน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ กปปส.จะส่งตัวแทนเข้าเจรจา เมื่อที่ผ่านมาได้ยืนยันไม่เจรจาเดินหน้าสู่เป้าหมายเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกเปิดทางตั้งสภาประชาชน เดินหน้า “ปฏิรูป” ก่อนเลือกตั้ง
ล่าสุด สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ยืนยันเสียงดังฟังชัดกลางเวทีปราศรัยสี่แยกอโศกว่า ไม่เอาด้วยกับข้อเสนอวินวิน ที่มีการยื่นมาขอร้องให้จบแบบวินวิน สัญญาณนี้จึงน่าจะยิ่งตอกย้ำว่าเวทีการเจรจาต่อจากนี้คงเป็นไปได้ยากเต็มที
ถัดมาที่อีกเวทีเมื่อ บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้พยายามเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยสถานการณ์ความขัดแย้ง ด้วยการต่อสายถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหาทางยับยั้งสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับการชุมนุมใหญ่ในการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ
แต่ความพยายามขององค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแค่เริ่มออกตัวความขัดแย้งก็ดูจะเพิ่มเติมมากขึ้นด้วยซ้ำ ไล่มาตั้งแต่ที่อภิสิทธิ์ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ให้ข้อมูล บันคีมุน ว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงใน6 ประเด็น อาทิ ประเด็นองค์กรอิสระเข้ามาแทรกแซงการเมือง หรือประเด็นการใช้ยาเสพติดของกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกับขึ้นเวที กปปส.ชี้แจงในประเด็นเหล่านี้กับมวลชนที่มาร่วมชุมนุม
จนทำให้ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ เตรียมทำหนังสือถึงสหประชาชาติ ให้ข้อมูลพร้อมมอบหลักฐานว่าอภิสิทธิ์เข้าร่วมเวทีชุมนุม กปปส.ไปจนถึงการพบใบกระท่อมในที่ชุมนุม ซึ่งการตอบโต้กันระลอกนี้คงยากที่จะนำไปสู่การเจรจาร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อหาทางคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งได้
เมื่อเส้นทางเจรจาที่ดูเหมือนจะตีบตันไปแล้วในเวลานี้ สุดท้ายสถานการณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อจากนี้จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องชี้วัดกันที่ว่าใครจะเพลี่ยงพล้ำก่อนกัน หรือไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการวัดกันว่าใครจะอึดกว่ากันในที่สุด







