
ทหารช่วยได้แต่อย่าปฏิวัติ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ภายหลังคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ประกาศชัตดาวน์กรุงเทพมหานคร เพื่อขจัดระบอบทักษิณเต็มรูปแบบ ทำให้สถานการณ์เริ่มทวีความรุนแรงเข้าไปทุกขณะ ความหวังที่จะคลี่คลายให้เรื่องทุกอย่างบรรเทาลงกลับสู่ภาวะปกติ เช่น “คนกลาง” จึงถูกเพรียกหาจากหลายฝ่าย
ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นพร้อมตั้งคำถามว่า สถานการณ์นี้จะมีคนกลางที่ทำหน้าที่นี้ได้จริง เพราะไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือใครก็แล้วแต่ ไม่สามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาเพื่อหยุดปัญหาได้ เพราะแต่ละฝ่ายก็ยืนอยู่บนจุดยืน และพลังที่สนับสนุนตนเองอยู่ และตอบโต้กันอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟัน แบบนี้ก็ไม่มีใครเป็นคนกลางมาเจรจาได้
ตระกูล บอกอีกว่า เว้นแต่เป็นบุคคลที่มีพลังอำนาจสูงกว่าทั้งสองฝ่าย ทุบโต๊ะให้หันมาตกลงกันว่า จุดที่ยอมรับร่วมกันได้คืออะไร หากเป็นคนกลางแบบนั้น ลักษณะต้องมีพลังอำนาจที่สูงกว่าทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นใครก็ไม่สามารถระบุได้ แต่บอกได้เลยว่าคงหายาก สถานการณ์เช่นนี้ยังไม่มีใครเหมาะพอจะมาหยุดความขัดแย้ง
“พลังที่จะเข้ามาไกล่เกลี่ยของคนกลางต้องมีบารมี มีพลังทำลายล้างที่สูงกว่าทั้งสองกลุ่มขัดแย้ง ส่วนทหารหากจะมาเป็นตัวกลางเพื่อเคลียร์ปัญหานั้น ต้องมองว่าเข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์อะไรหรือไม่ เพราะหากเข้ามาเพราะผลประโยชน์ แน่นอนว่าไม่มีทางไกล่เกลี่ยได้แน่ หากเข้ามาแล้วใช้อำนาจก็อันตราย”
ตระกูล ระบุว่า คนกลางในที่นี้เชิงตัวบุคคล เช่น ผู้อาวุโส ผู้ที่มีบารมี ต้องมีพลังอำนาจสักอย่างที่ทำให้สองฝ่ายนั้นหยุด หากไม่หยุดก็โดนทุบ และเป็นพลังอำนาจแห่งศรัทธาสูงสุด อย่างไรก็ตาม อำนาจนั้นมีอยู่ แต่กล่าวถึงไม่ได้ เพราะไม่เหมาะ
“หากจะดูพลังแบบอื่น คงยาก เพราะแม้แต่สถาบันการศึกษาที่เสนออะไรก็ไม่เป็นผล มีฝ่ายหนึ่งรับ แต่อีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธ ไม่มีความไว้วางใจกัน สถานการณ์จะนำไปสู่ทางตันที่เป็นความลำบาก ดังนั้น พลังอำนาจที่สูงกว่าในเชิงทำลายล้างหากเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากไป ก็จะกลายเป็นทำลายอีกฝ่ายหนึ่งไปโดยปริยาย”
อีกด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า มองว่า คนกลางต้องเป็นรูปแบบองค์กรที่หลากหลาย เพราะบางองค์กรล้วนมีสายสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย แต่หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป จะทำให้เกิดความรุนแรงและความไม่ปลอดภัยกับผู้ชุมนุม
“หากไม่คุยก็ไม่มีทางออก ทั้งสองฝ่ายก็ไปไหนไม่ได้ รัฐบาลอยากให้มีเลือกตั้ง ก็ไม่สามารถทำได้ อาจจะเกิดความโกลาหล ส่วน สุเทพ เทือกสุบรรณ จะไปทางสภาประชาชนอย่างเดียวก็ไปไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายก็ไม่เอา ดังนั้น ต้องเอาคนกลางจากหลายๆ องค์กรมาร่วมกันหาทางออก
พล.อ.เอกชัย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวคิดว่าทหารน่าจะเป็นคนกลางได้ แต่ทำโดยลำพังไม่ได้ เพราะทหารไม่มีความรู้ด้านนี้ แต่อยู่ในฐานะคนกลาง มีแต่กำลังและจุดยืน
ขณะที่ สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยอมรับว่า ยังไม่เห็นใครเหมาะกับการที่จะเป็นตัวกลาง ยกเว้นบุคคลที่มีอำนาจบังคับ แต่กลุ่มบุคคลที่มองไว้ คือ ทหาร แต่หากให้ออกมา คือช่วยเจรจา ไม่ใช่ออกมาปฏิวัติ หรือเข้ามาปราบปรามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“บอกไม่ได้ว่าสถานการณ์จะเป็นแบบไหน ได้แต่ภาวนา อีกทั้งฝ่ายต่อต้านไม่มีใครฟังใคร ข้อเสนอ “2 เอา 2 ไม่เอา” ก็น่ารับฟังแต่เขาไม่ฟัง หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไม่ทราบ ก็รอคอยดูด้วยใจระทึกเพียงเท่านั้น







