posttoday
เมื่อโลกยะเยือกเย็นเท่าดาวอังคาร

เมื่อโลกยะเยือกเย็นเท่าดาวอังคาร

12 มกราคม 2557

ปี 2556 เป็นอีกปีที่ผ่านพ้นไป โดยอาจจะกล่าวได้ว่าสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวม ยังไม่มีข่าวดีแต่ละด้านให้ชื่นชมมากนัก ทั้งด้านการจัดการที่คำนึงถึงอนาคตหรือนโยบายที่พุ่งเป้าไปที่การดูแลสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน อันจะเป็นเนื้อหาที่จับต้องได้ ขณะที่รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมสารพัดปัญหากลับพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม

ปี 2556 เป็นอีกปีที่ผ่านพ้นไป โดยอาจจะกล่าวได้ว่าสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวม ยังไม่มีข่าวดีแต่ละด้านให้ชื่นชมมากนัก ทั้งด้านการจัดการที่คำนึงถึงอนาคตหรือนโยบายที่พุ่งเป้าไปที่การดูแลสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน อันจะเป็นเนื้อหาที่จับต้องได้ ขณะที่รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมสารพัดปัญหากลับพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม

รายงานข่าวจากหลายพื้นที่ระบุว่า ปีที่ผ่านพ้นไปถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดปีหนึ่ง ประเทศจีนว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 50 ปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศสูงกว่าสถิติที่บันทึกไว้เมื่อปี 2504 ถึง 1.3 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศนิวซีแลนด์ ระบุเช่นกันว่าฤดูหนาวปีนี้มีอุณหภูมิสูงที่สุดในรอบศตวรรษ หรือนับแต่มีการเก็บสถิติมา 104 ปี และในช่วงกลางเดือน พ.ย.ของปีที่ผ่านมาเช่นกัน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ออกมาระบุเช่นกันว่า ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับ 7 นับแต่มีการเก็บสถิติมา 163 ปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยรวมสูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.43 องศาเซลเซียส ต่างจากที่พยากรณ์ไว้เมื่อตอนต้นปีก่อน 0.14 องศาเซลเซียส

เดือน ธ.ค. 2556 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดอากาศหนาวจัดจนมีหิมะตกในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และเมืองบริวาร หิมะปกคลุมพื้นที่สีขาวโพลนไปทั่ว สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอียิปต์ ระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากและมีรายงานอีกว่า หิมะตกในเมืองอเล็กซานเดรีย เมืองท่าสำคัญของอียิปต์ กรุงเยรูซาเลม เมืองหลวงอิสราเอล โดยเป็นผลจากพายุอเลกซาที่เคลื่อนตัวผ่านเลบานอน และพื้นที่ทางตอนเหนือของซีเรียตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค. ส่งผลให้เกิดภาวะอุณหภูมิในพื้นที่ลดลงเหลือเพียง 0 องศาเซลเซียส

ชาวอียิปต์จำนวนไม่น้อย รู้สึกยินดีที่ได้เห็นหิมะตกในเมืองหลวงเป็นครั้งแรกในชีวิต และตื่นเต้นกับเหตุการณ์ในรอบ 112 ปี ที่แม้แต่ปู่ย่าตายายของพวกเขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศหิมะตกในกรุงไคโรมาก่อนเลย

ปลายปีที่ผ่านมาลากยาวมาถึงต้นปีนี้ หลายพื้นที่ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยและแม้แต่ในกรุงเทพมหานครเอง ต่างได้มีโอกาสตื่นเต้นกับอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่องยาวนานจนเป็นที่สังเกตได้ กระทั่งกลายเป็นข่าวร้าย เมื่ออิทธิพลของ “กระแสลมวนขั้วโลก” ซึ่งส่งผลให้กระแสลมจากขั้วโลกเหนือที่พัดลงสู่ทางใต้ สร้างปรากฏการณ์หนาวสุดขั้ว “โพลาร์ วอร์เท็กซ์” หรือพายุหมุนทวนเข็มนาฬิกาด้วยความเร็วสูงที่เกิดขึ้นบริเวณขั้วโลกเหนือ ส่งผ่านอากาศหนาวเย็นเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบมหาสมุทรอาร์กติก

สิ่งที่เกิดขึ้นคืออากาศหนาวขั้นรุนแรงจนอุณหภูมิติดลบเข้าปกคลุม ทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งฝั่งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ภาพของคลื่นในทะเล น้ำพุ น้ำในสระว่ายน้ำ น้ำในตกไนแอการา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือบนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐ ต่างล้วนแต่กลายเป็นน้ำแข็งราวกับต้องคำสาป ภาพทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านทุกสื่อโดยเฉพาะโลกออนไลน์ พร้อมกับมีการรายงานว่า บางพื้นที่ต้องประสบกับสภาพอากาศเย็นยะเยือกรุนแรงถึงขั้นติดลบถึง 53 องศาเซลเซียส โดยมีการเปรียบปรากฏการณ์ดังกล่าวกับอุณหภูมิช่วงกลางวันบนดาวอังคาร ซึ่งเฉลี่ยจะอยู่ที่ลบ 50 องศาเซลเซียส

หน้าหนาวของเมืองนิวยอร์กในปีนี้ อากาศลดลงต่ำถึงลบ 15 องศาเซลเซียส และถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 118 ปี ขณะที่ชาวเมืองแอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย อุณหภูมิอยู่ที่ลบ 14 องศาเซลเซียส ความหนาวเย็นสุดขั้วทำให้มีประชาชนเสียชีวิตกว่า 20 ราย เที่ยวบินทั้งในและระหว่างประเทศกว่า 1.1 หมื่นเที่ยวถูกยกเลิก

ปรากฏการณ์อากาศเย็นยะเยือกเทียบเท่าช่วงกลางวันบนดาวอังคาร ยังไม่ถูกถึงประเมินผลกระทบในระยะยาวที่จะกระทบไปถึงอะไรมากน้อยแค่ไหน และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบไปถึงกลไกอุตสาหกรรมผลิตอาหารในบางพื้นที่

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังกุมขมับ เพื่อหาคำอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น โดยสาเหตุเป็นเรื่องที่นักวิทยาศาตร์เองก็ยังงงๆ อยู่ แม้จะเป็นสิ่งที่พบว่าเกิดบ่อยขึ้นช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่ในส่วนของสาเหตุยังได้แต่สันนิษฐานหรือคาดเดาเอาว่าสัมพันธ์กับการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก

“ผมสันนิษฐานว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับกระแสน้ำอุ่นในแอตแลนติก คือ ถ้าน้ำจืดละลายมามากขึ้น การไหลของกระแสน้ำอุ่นถูกกั้นด้วยน้ำจืดที่เบากว่าและเย็นกว่าทำให้ผลต่างอุณหภูมิระหว่างทะลกับขั้วโลกลดลง ลมจึงพัดอ่อนลงด้วย ส่งผลให้กระแสอากาศเย็นขั้วโลกเลยทะลักลงมาได้ เหมือนที่เคยเห็นในหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง The Day After Tomorrow แต่มีสัดส่วนที่น้อยกว่า” อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ อธิบาย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมถูกนักอนุรักษ์ทั่วโลก ตีความได้เช่นกันว่า ความเป็นไปของโลกด้านผลกระทบร้ายแรงอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเดินมาถึงจุดที่ไม่มีทางย้อนกลับ เช่นเดียวกับคำเตือนจากรายงานของกรีนพีซสากลที่ชื่อว่า Point of No Return ซึ่งเผยข้อมูลในช่วงต้นปีที่ผ่านมาโดยระบุว่า โครงการถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซยักษ์ใหญ่จำนวน 14 โครงการที่จะเกิดขึ้น จะนำไปสู่การเพิ่มมลพิษจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ให้กับโลกถึง 6.34 กิกาตัน ภายในปี 2563 ซึ่งถือเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีก 20% ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนดังกล่าวนี้จะรวมเข้ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 31.6 กิกาตัน ที่เคยถูกปล่อยออกมาในปี 2554 และสร้างปรากฏการณ์เรือนกระจกในชั้นบรรยากาศอยู่ในปัจจุบัน ตามการรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ International Energy Agency (IEA)

เมกะโปรเจกต์มหันตภัยผุดขึ้นจากน้ำมือของหลายประเทศยักษ์ใหญ่ ทั้งในรูปของการขยายเหมืองถ่านหินในออสเตรเลีย จีน สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย การขุดเจาะน้ำมันในทรายน้ำมันของแคนาดา อาร์กติก และบราซิล ไปจนถึงการขุดเจาะก๊าซในทะเลแคสเปียน และสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการโดยบริษัทชั้นนำของโลกที่คุ้นชื่อกันดี

แน่นอนที่สุด บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นจะเดินหน้าโครงการต่อไป แม้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์อันมหาศาลจะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอีก 56 องศาเซลเซียส และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่อาจประเมินภัยพิบัติร้ายนานัปการที่ซ่อนตัวรอปรากฏโฉมในอนาคตอันใกล้

ทั้งหมดจึงเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของสารพัดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะยังรุมเร้าโลกไปอีกอย่างบอกความรู้สึกของปวงประชาชนทั้งโลกไปอีกตราบนานเท่านาน และที่สำคัญคือ เป็นสิ่งที่แสยงใจสหประชาชาติซึ่งกลายเป็นเสือกระดาษไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่คำประกาศให้ประเทศสมาชิกช่วยกันรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส และเห็นได้ชัดว่าเป็นได้เพียงสัญญาบนเศษกระดาษในห้องประชุมเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน