posttoday
แพ้ครั้งนี้จะไม่ชนะอีกเลย

แพ้ครั้งนี้จะไม่ชนะอีกเลย

12 มกราคม 2557

ก่อนมาปรากฏตัวบนเวทีราชดำเนิน ชื่อของ “พงศา ชูแนม” ถูกจำกัดวงอยู่ในกลุ่มนักอนุรักษ์และแวดวงสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าพูดถึง “ธนาคารต้นไม้” ซึ่งเป็นโครงการที่เขาเป็นผู้ริเริ่ม แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่อย่างน้อยก็คงคุ้นหูกันอยู่บ้าง

ก่อนมาปรากฏตัวบนเวทีราชดำเนิน ชื่อของ “พงศา ชูแนม” ถูกจำกัดวงอยู่ในกลุ่มนักอนุรักษ์และแวดวงสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าพูดถึง “ธนาคารต้นไม้” ซึ่งเป็นโครงการที่เขาเป็นผู้ริเริ่ม แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่อย่างน้อยก็คงคุ้นหูกันอยู่บ้าง

ว่ากันชนิดที่ไม่เยินยอเกินความเหมาะสม“พงศา” นับเป็น “นักสู้นักพัฒนา” ชั้นแนวหน้าของประเทศไทย

หัวใจอันเด็ดเดี่ยวนำมาสู่การทำลายกำแพงความกลัว ตลอดเส้นทางอนุรักษ์ของ “พงศา” ในฐานะข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เขาไม่เคยผ่อนปรนให้กับอำนาจมืดหรือความอยุติธรรมใดๆ

ด้วยจุดยืนเช่นนี้เอง ถ้าไม่เจอ “ตอ” ในวันหนึ่ง ก็คงต้อง “สะดุดขา” ใครเข้าสักวันหนึ่งเป็นแน่

แล้วก็เป็นเช่นนั้น ...การเอาจริงเอาจังที่จะกวาดล้างขบวนการบุกรุกป่าด้วยมาตรการเข้มข้น ส่งผลให้ “พงศา” ต้องเปิดหน้าชกกับกลุ่มอิทธิพล ขณะนั้นเขาถูกกดดันอย่างหนักและที่สุดก็ไม่สามารถทัดทานอำนาจได้ “พงศา” ถูกย้ายออกจากหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ จ.ชุมพร ท่ามกลางความไม่พอใจของคนในพื้นที่

ชาวบ้านและเครือข่ายอนุรักษ์ร่วม 1.5 หมื่นชีวิต ตัดสินใจเข้าชื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ “พงศา” จนกระทั่งทางการยินยอมโยกย้ายเขากลับมาสู่ที่ตั้งเดิม

ตลอดเส้นทางอนุรักษ์ของ “พงศา” มีความสำเร็จรายทางนับไม่ถ้วน รางวัลที่เขาได้รับอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลจากองค์กรโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) รางวัลลูกโลกสีเขียว รางวัลพระราชทานผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเยาวชน หรือแม้แต่การได้รับเลือกเป็นบุคคลในโครงการค้นฅนดีจากรายการคนค้นฅน ไม่ใช่หมุดหมายหรือหลักไมล์ที่สกัดกั้นเขาให้หยุดพัฒนา

พงศา บอกว่า มีแนวคิดเรื่องการปฏิรูปมา2030 ปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาทำได้เพียงบรรยายหรือพูดด้วยเสียงเล็กๆ เท่านั้น จึงมีความหวังกับการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในครั้งนี้ เพราะเป็นไปได้ว่าจะสามารถการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

“ก่อนหน้านี้ได้เข้าร่วมการชุมนุมเป็น 1 หน่วย ในล้านหน่วยมาโดยตลอด แต่ที่ตัดสินใจขึ้นเวทีกปปส.เพราะมองเห็นปัญหาของเวที และต้องการชี้ให้มวลชนเข้าใจ”

เมื่อตัดสินใจชัดเจนแล้วว่าต้องขึ้นเวที กปปส. “พงศา” จึงติดต่อไปยัง เช็คสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ(คนค้นฅน) และประสานกับญาติของกำนันสุเทพที่ จ.สุราษฎร์ธานี จนกระทั่งได้คิวปราศรัย

“แต่เพราะเขาไม่มีใครรู้จักเรา มันก็เลยถูกแซงคิวไปเรื่อยๆ ผมเห็นว่าแบบนี้มันจะเสียของ เพราะตอนแรกเราได้ช่วงเวลาหัวค่ำเลย ก็เลยไปขอคุยกับลูกหมี (ชุมพล จุลใส) ขอแซงคิวขึ้นมาหน่อยสุดท้าย สาทิตย์ (วงศ์หนองเตย) ก็ยอม ขณะนั้นผมขึ้นเวทีไปพร้อมกับเครือข่ายข้าราชการ มีเวลาปราศรัยเพียง 15 นาที แต่พอพูดไปสัก 10 นาที ก็ประเมินแล้วว่ามวลชนเอาด้วย ผมก็ไม่สนเวลาก็ใส่ยาวให้หมดไปก่อน สุดท้ายมันก็โอเค พอลงจากเวทีหลายคนก็เดินมาบอกว่าให้มาพูดอีก”

สำหรับปัญหาของเวที กปปส.ที่ “พงศา” เห็นจนนำมาสู่การขึ้นเวทีปราศรัย คือ มวลชนมองไม่เห็นหมากทั้งกระดาน เท่าที่ได้พูดคุยพบว่ามวลชนอยากรู้ว่าจะรบชนะวันไหน ชนะแล้วจะทำอะไร อนาคตข้างหน้าหน้าตาเป็นอย่างไร และจะมีความสุขจากการปฏิรูปนี้หรือไม่ ซึ่งมวลชนที่เดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุมทั้งหมดมาด้วยใจ เขาคิดเพียงว่ามาช่วยกำนันสุเทพก่อน กำนันบอกให้ทำอะไรก็ทำ ทั้งหมดก็เพื่อชัยชนะ

“ตอนแรกๆ ทุกคนก็เทใจสู้ คิดแต่เพียงว่าขอให้ชนะก่อนแล้วค่อยว่ากัน พอนานวันเข้าเขาก็ยิ่งจินตนาการและเชื่อมั่นแล้วว่ายังไงก็ชนะ คำถามจากมวลชนจึงค่อยๆ เกิดขึ้น”

“ขณะนี้คนวิเคราะห์ไม่ได้ว่าเรามีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน ผมจึงเสนอว่าอาวุธของ กปปส.กับของรัฐบาล มีคนละ 3 อย่าง ทางรัฐบาลมี 1.กองกำลังตำรวจ 2.มีความรุนแรง 3.มีเกมยืดเยื้อ ส่วนสิ่งที่กปปส.มี คือ 1.กำลังประชาชนจำนวนมาก 2.การปิดล้อมที่มีประสิทธิภาพ 3.ราชการต้องสยบยอม

พงศา ประเมินว่า ที่ผ่านมา กปปส.ชนะมา 2 อย่างแล้ว คือ ตำรวจไม่สามารถใช้กองกำลังและความรุนแรงได้ แต่ทางรัฐบาลวางแผนเรื่องการยืดเยื้อไว้ดี ซึ่งตรงนี้กลายมาเป็นจุดอ่อนของ กปปส. คือ กปปส.มีคนจำนวนมากและปิดล้อมได้อย่างเรียบร้อย แต่กลับยังไม่สามารถทำให้ราชการยอมทำตามข้อเรียกร้องได้

“นั่นหมายความว่าจุดอ่อนของเราแพ้จุดแข็งของเขาพอดี ซึ่งถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปในลักษณะนี้ต่อไป กปปส.จะล้าและต้องแพ้อย่างแน่นอน ทีนี้ผมเชื่อของผมว่าถ้าแพ้คราวนี้เราจะไม่ชนะอีกเลย ถ้าคนออกมา 23 ล้านแล้วยังแพ้ ไม่มีทางชนะอีกเลย ถามว่าจะมีใครกล้าออกมานำมวลชนอีกเลยไหม เพราะนำมาขนาดนี้แล้วยังแพ้”

พงศา วิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ข้าราชการยังไม่เอาด้วยกับ กปปส. เนื่องจากถูกกุมชะตาด้วยฉากหลังที่เป็นเจ้านาย ที่สำคัญข้าราชการยังรู้สึกว่าสมประโยชน์กันอยู่ทุกฝ่ายทุกกรมกอง คนที่รอรับประโยชน์อยู่ก็บอกว่า “แล้วกูจะเปลี่ยนทำไม” แต่เนื่องจากการปิดล้อมของ กปปส.มีประสิทธิภาพมาก จึงเห็นว่าควรใช้จุดแข็งข้อนี้เพื่อทำให้ข้าราชการสยบยอม

“จุดอ่อนคือข้าราชการยังไม่สยบยอม ในที่นี้คือยังไม่แสดงออกทั้งๆ ที่มาร่วมชุมนุมกันอย่างเนืองแน่น ผมเสนอว่าควรไปปิดล้อมสถานที่ราชการแล้วจัดให้มีการลงคะแนนเสียงในแต่ละองค์กรว่าเห็นด้วยกับประชาชน เห็นด้วยกับรัฐบาล หรือยังเฉยๆ งงๆ หากผลออกมาว่าเห็นด้วยกับประชาชนก็ให้แสดงเจตนารมณ์เลย ตรงนี้มันจะได้ผล ถ้าข้าราชการเอาด้วยทุกอย่างจบ ไม่ขยับ ระบบก็ล่ม รัฐบาลก็ไปไม่ได้”

“ทุกวันนี้ประชาชน 9 คน มีภาระเลี้ยงข้าราชการ 1 คน ดังนั้น ข้าราชการ 1 คน จะต้องทำงานเพื่อ 9 คน แต่ตอนนี้ข้าราชการกลับเหมือนหมาล่าเนื้อ เป็นเครื่องมือป้องกันทรัพย์สินระบบทุนเท่านั้น ถ้าไม่มีการปฏิรูปให้การทำงานของข้าราชการมีประสิทธิภาพ ประชาชน 9 คนนั้น จะยิ่งลำบาก”

พงศา บอกอีกว่า ถ้าขบวนการประชาชนมั่นใจว่าจะชนะได้ด้วยพลังของประชาชน มันก็จะชนะได้ แต่ถ้ายังรีรอแทงกั๊กหวังว่าจะมีตัวช่วยอื่นมาช่วยให้ชนะ มันจะไม่ชนะ หรือถ้าชนะได้จริง ก็จะไม่เกิดการปฏิรูปที่แท้จริง การมีส่วนร่วมก็จะหายไป

“ผมไม่อยากให้ชนะด้วยอำนาจนอกระบบ ศาสนาไม่เคยสอนให้อ้อนวอนอะไรแบบนี้ มันต้องชนะด้วยปาฏิหาริย์ คือ ทำให้ปรากฏตรงหน้าด้วยกำลังของเราเอง”

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน