posttoday
ชัยชนะของมวลมหาประชาชน

ชัยชนะของมวลมหาประชาชน

12 มกราคม 2557

ลุงกำนันจ๋า เมื่อไหร่เราจะชนะ?

ลุงกำนันจ๋า เมื่อไหร่เราจะชนะ?

ถ้าเราฟังที่กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดบนเวทีราชดำเนินก็คงจะพอทราบว่า “เราชนะแล้ว ชนะเรื่อยมา แต่ยังไม่ชนะเด็ดขาด และเราต้องต่อสู้ไปเรื่อยๆ” ที่บางคนยังงงอยู่ว่า “ชนะยังไงฟะ รัฐบาลมันก็ไม่เห็นเป็นอะไร นายกฯ ก็ไม่ยอมลาออก” ซึ่งในแต่ละคนที่พูดหรือถามนั้นก็เป็นไปด้วย “ความคาดหวัง” ที่มีอยู่แตกต่างกัน อยู่ที่ว่าความคาดหวังนั้นจะ “สั้น” หรือ “ยาว”

ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ ซึ่งประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้ก็คือ “ชัยชนะของมวลมหาประชาชน” อันตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความคาดหวัง” ที่จะต้องปรับให้ตรงกันว่า “การสร้างบ้านเมืองนั้นต้องสู้ไปยาวๆ”

เราอาจจะต้องเริ่มต้นด้วยทฤษฎีรัฐศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นวิธีการในการศึกษาวิชารัฐศาสตร์ที่เจริญขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกลุ่มนักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันจำนวนหนึ่ง เพื่อหาคำตอบว่า “จะพัฒนาประชาธิปไตยให้มั่นคงแข็งแรง มีประสิทธิภาพ และมีความชอบธรรมได้อย่างไร” นักรัฐศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญก็เช่น มาร์ติน ลิปเซ็ท ลูเซียน พาย และแซมมวล ฮันติงตัน โดยใช้ข้อมูลของประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาต่างๆ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกนั่นแหละ) เปรียบเทียบกับประเทศแม่แบบคือพวกฝรั่ง ที่ใช้ 3 ชาติหลักเป็นตัวแบบ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา

ในผลงานของ ฮันติงตัน ชื่อ Political Order in Changing Society [1968] ได้ค้นพบปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เหมือนๆ กันในความพยายามของประเทศที่ยังไม่พัฒนา (ประชาธิปไตย) ที่จะให้เป็นประชาธิปไตยก็คือ ประเทศเหล่านี้ล้วนแต่ถูกครอบงำด้วยอำนาจเผด็จการในระดับที่หนักเบาต่างๆ กัน ในขณะเดียวกันผู้ปกครองที่เป็นเผด็จการเหล่านั้นก็มุ่งหวังที่จะให้ประชาชนมีความสุขและความพอใจ ด้วยการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลัก โดย “คาดหวัง” ว่าประชาชนเมื่อมีความสุขความพอใจแล้วก็จะลืมทุกข์ยากที่ถูกอำนาจเผด็จการนั้นกดขี่ไปเสียได้

ทว่าในความเป็นจริงแล้วประชาชนกลับมีความ “คาดหวัง” ที่เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ พวกเขา (ประชาชน) คาดหวังว่า “สิทธิและเสรีภาพ” ก็เป็นความต้องการที่สำคัญ ปัญหาจึงเกิดขึ้นในระหว่างความคาดหวังที่มีอยู่อย่างแตกต่างกันนั้น โดย ฮันติงตัน ได้เขียนออกมาเป็นสูตรว่า “ความคาดหวัง ลบด้วย การพัฒนา (เศรษฐกิจ บวกสังคม บวกการเมือง) เท่ากับ เสถียรภาพ หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” [Expectation – Development = Political Change]

อธิบายย่อๆ ว่า ถ้าการพัฒนา (ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง) มีความสมดุลหรือสนองต่อความคาดหวังของประชาชน ระบบการเมืองก็จะมีเสถียรภาพและพัฒนาต่อไปได้ ตรงกันข้ามถ้าหากไม่สมดุลคือการพัฒนาในทั้งสามด้านนั้นเป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวังก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามมา เช่น เกิดการเรียกร้องวุ่นวาย การจลาจล การก่อการร้าย จนกระทั่งสงครามกลางเมือง และรวมถึงการปฏิวัติรัฐประหารนั้นด้วย

นักรัฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “กาต้มน้ำ”

โดยเปรียบประชาชนเป็นน้ำที่อยู่ในกา ตัวกาเป็นระบบการปกครอง ที่มีฝากาคืออำนาจทางการปกครองนั้นปิดไว้ ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นเปรียบได้ด้วยฟืนที่สุมเข้าไปใต้กา อากาศที่ช่วยให้ติดไฟคือการพัฒนาสังคม และไฟที่ลุกโชนอยู่นั้นคือการพัฒนาการเมือง ดังนั้นจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “การเมือง” คือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสังคม (ใช้จุดฟืนโดยมีอากาศเป็นส่วนผสม) ส่วน “ไอน้ำ” เปรียบได้กับความคาดหวังของประชาชน โดยมีแรงโหมกระพือทางการเมืองเป็นตัวเร่งเร้า

เมื่อใดก็ตามที่น้ำเดือด ก็หมายความว่าประชาชนต้องการที่จะมีส่วนร่วมและแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพทางการเมือง แต่ถ้าผู้ปกครองคือฝากา “เป็นเผด็จการ” ไม่เปิดอ้าออกหรือเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเสรีภาพของเขา ให้มีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่างๆ ก็จะถูกแรงดันของไอน้ำผลักจนหลุดออกมา หรืออำนาจเผด็จการนั้นดื้อรั้นมากๆ เหมือนกับฝากาที่ถูกบัดกรีปิดแน่น กานั้นก็อาจจะถูกแรงดันไอน้ำอัดกระทุ้งจน “ระเบิด” ไปทั้งใบ

ตรงกันข้าม ถ้าผู้ปกครองรู้จักผ่อนปรน ประนีประนอม ประสานประโยชน์ได้อย่างเพียงพอ ก็เหมือนฝากาที่รู้จักขยับเผยอ “ระบาย” ไอน้ำออกมาให้ลดแรงดันลงได้บ้าง เช่น การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น หรือการสนองตอบข้อเรียกร้องของประชาชนอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งก็บังเอิญเหลือเกินว่าตอนผู้เขียนเรียนวิชานี้(ในตอนต้นปี 2520) นั้น เพิ่งจะผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้เพียงไม่กี่ปี และยังอยู่ในหมอกควันของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่เพิ่งจบลงไปได้ไม่กี่เดือน จึงมองเห็นภาพและเข้าใจปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน

ปรากฏการณ์ที่มวลมหาประชาชนขับไล่ “ระบอบทักษิณ” นี้ก็เช่นเดียวกัน นั่นก็คือ นักการเมืองในระบอบนี้พยายามที่จะโปรยปรายประชานิยม โดยคาดหวังว่าถ้าประชาชนมีกินมีใช้ก็จะพอใจและมอบความไว้วางใจให้นักการเมืองกลุ่มนี้ได้ปกครองดูแลตลอดไป แต่พวกเขาได้ละเลยความจริงในทฤษฎีกาต้มน้ำนี้ไปข้อหนึ่งและเป็นข้อสำคัญที่สุด นั่นก็คือ การพัฒนาการเมืองต้องมาก่อน และต้องได้รับการพัฒนาอย่าง “ถูกต้อง” และ “จริงจัง”

ดังนั้น เมื่อปรากฏว่านักการเมืองกลุ่มนี้ได้ “บิดเบือน” อำนาจที่ประชาชนมอบให้ไปกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์เข้าตนเองและพวกพ้อง ครอบงำทั้งสภาและระบบราชการ แบ่งแยกประชาชน และไม่เคารพรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ “ไม่ถูกต้อง” จึงทำให้รัฐบาลนี้ขาดความชอบธรรม ประชาชนจึงมีสิทธิที่จะทวงอำนาจนั้นคืน ตามมาตรา 3 มาตรา 69 และมาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ดังที่เขาได้ออกมาตามท้องถนน แสดงพลังต่อต้านรัฐบาลไปในที่ต่างๆ แต่เมื่อนักการเมืองกลุ่มนี้ยังหน้าด้านหน้าทน “ตะแล้ดแต๊ดแต๋” ที่จะอยู่ต่อ ก็อาจจะต้องงัดมาตรการในดาบสุดท้าย ด้วยการ “ปฏิวัติประชาชน” ยึดประเทศไทยทั้งประเทศ

มวลมหาประชาชนชนะมาเรื่อยๆ เราชนะในทุกครั้งของการต่อสู้ ตั้งแต่การต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีคนออกมาร่วมอย่างมากมาย ต่อมาก็ชนะในการแสดงพลังทั้งในวันที่ 24 พ.ย. วันที่ 9 และวันที่ 22 ธ.ค. ที่มีคนออกมาร่วมด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งที่จะชนะอีกยกหนึ่งในวันที่ 13 ม.ค. คือในวันพรุ่งนี้ ที่จะต้องช่วยกันต่อสู้อย่างเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง

ร่วมกันเป็นแรงระเบิด “ถีบ” คนเลวความเลว ออกไป

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI