
ฮิวแมนไรท์อัดไทยเละละเลยโรฮิงยา
ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยนับเป็นหนึ่งชายหาดที่สวยที่สุดในโลกและที่ตั้งของโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลให้มาเที่ยวในแต่ละปี ทว่าขณะนี้ชายฝั่งอันดามันกำลังเป็นจุดอพยพของชาวโรฮิงยาหลายพันคนที่อพยพหนีความรุนแรงมาจากพม่า
ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยนับเป็นหนึ่งชายหาดที่สวยที่สุดในโลกและที่ตั้งของโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลให้มาเที่ยวในแต่ละปี ทว่าขณะนี้ชายฝั่งอันดามันกำลังเป็นจุดอพยพของชาวโรฮิงยาหลายพันคนที่อพยพหนีความรุนแรงมาจากพม่า
สำนักข่าวรอยเตอร์สเคยรายงานเชิงสืบสวนเมื่อเดือน ธ.ค. 2013 ว่า ชาวโรฮิงยาที่ลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยเพื่อลี้ภัยต่อไปมาเลเซียกลับถูกจับตัวเข้าไปในค่ายกักกันกลางป่าเพื่อเรียกค่าไถ่จากญาติ ซึ่งรายงานยังระบุอีกด้วยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ดังกล่าว
ล่าสุด นิตยสารไทม์ได้เสนอรายงานว่า องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ สาขานิวยอร์กได้กระตุ้นให้รัฐบาลไทยปกป้องสิทธิเสรีภาพของชาวโรฮิงยา เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา
“รายงานเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ไทยรู้เห็นเป็นใจกับการค้ามนุษย์ด้วยการส่งมอบชาวโรฮิงยาที่จับได้ให้แก่ขบวนการค้ามนุษย์” ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุ
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าชาวโรฮิงยาจะอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ของพม่ามาหลายชั่วอายุคน แต่รัฐบาลพม่ากลับไม่ยอมรับโรฮิงยาเป็นประชากรของประเทศ พร้อมระบุว่าชาวโรฮิงยาเป็นประชากรของบังกลาเทศ แต่บังกลาเทศก็ไม่ยอมเช่นกัน
ทั้งนี้ พม่าอนุญาตให้ชาวโรฮิงยามีตัวแทนเข้าไปอยู่ในรัฐสภา แต่ไม่ให้สัญชาติ และมีการจำกัดการแต่งงาน การทำงาน การเดินทาง และการศึกษา ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ขนานนามชุมชนชาวโรฮิงยาว่าเป็น “ชุมชนไร้มิตรอย่างเห็นได้ชัด”
ชาวโรฮิงยาเริ่มอพยพออกจากพม่าตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2012 เพื่อหนีความรุนแรง หลังจากเกิดความขัดแย้งกับชาวยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ ส่งผลให้ชาวโรฮิงยาราว 1.4 แสนคน ต้องเข้าไปอยู่ในค่ายอพยพบริเวณแนวชายแดนพม่าบังกลาเทศ ขณะที่กว่าอีกแสนคนต้องเลือกจะอพยพไปยังมาเลเซีย โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน
อู ชเว มุง สส.ผู้แทนชาวโรฮิงยา ระบุว่า การอพยพอันตรายขึ้นทุกวัน จากการที่ขบวนการค้ามนุษย์จะเสนอช่วยชาวโรฮิงยาเดินทางไปประเทศไทย แต่กลับถูกขายให้กับค่ายกักกันเพื่อเรียกค่าไถ่
เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมามีชาวโรฮิงยากว่า 2,055 คน ที่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางผ่านประเทศไทย แต่กลับถูกปฏิบัติราวกับ “ผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย” และไม่ได้รับการปกป้องในฐานะผู้ลี้ภัยตามกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลไทยเองยังไม่ยอมลงนามในการประชุมว่าด้วยผู้ลี้ภัยนานาชาติในปี 1951 และยังมีการดำเนินการเพื่อสร้างค่ายผู้ลี้ภัยทั้งนี้ ผู้ลี้ภัยในศูนย์ผู้ลี้ภัยของไทยในปัจจุบันต้องอาศัยอยู่อย่างแออัดและมีผู้เสียชีวิต 8 คน จากปัญหาสุขภาพที่รุนแรงเมื่อปี 2013
“เด็กๆ ชาวโรฮิงยาต้องการสภาพแวดล้อมที่มั่นคงและปลอดภัยหลังจากหลบหนีออกมาจากพม่า และต้องอดทนกับการเดินทางที่ยากลำบาก” อลีซ ฟาร์มเมอร์ นักวิจัยด้านสิทธิเยาวชนของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าว พร้อมเสริมว่า กระนั้นประเทศไทยก็ยังปล่อยให้เด็กเหล่านั้นไปอยู่ในวังวนของขบวนการค้ามนุษย์และการเหยียดหยามต่อไป







