
จำนนคาศาลสารภาพเสียบบัตร
การไต่สวนพยานตามคำร้องคัดค้านร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากส่อว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา
การไต่สวนพยานตามคำร้องคัดค้านร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากส่อว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา
ศาลเริ่มไต่สวนพยานปากแรกคือ รังสิมา รอดรัศมี อดีต สส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ กรณีเสียบบัตรแทนกัน ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นคลิปเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2556 แสดงพฤติกรรมของ นริศรทองธิราช สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กำลังเสียบบัตรลงคะแนนหลายใบในการลงมติมาตรา 6 และ 20 โดยขณะนั้น วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
จากนั้นศาลเปิดโอกาสให้นริศรขึ้นไต่สวนแก้ข้อกล่าวหา โดยนริศรยืนยันว่าเป็นบุคคลในคลิปจริง แต่การเสียบบัตรดังกล่าวเป็นบัตรสำรองของตัวเอง
“ปกติผมชอบเสียบบัตรหลายครั้งทำมาเป็น 10 ปีแล้ว ผมมีบัตรสำรองหลายใบเพราะชอบทำหาย” นริศร ระบุ
ศาลซักว่า หากมีบัตรหลายใบเหตุใดต้องเสียบบัตรหลายครั้ง นริศร ตอบว่า “เป็นพฤติกรรมส่วนตัวที่ชอบทำและอาจจะมีคนทำแบบนี้แต่ไม่ถูกถ่ายคลิปเอาไว้”
ถัดมาศาลให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นให้การ โดย อภิสิทธิ์ ระบุว่า การบอกว่ามีบัตรหลายใบนั้นผิดกับข้อเท็จจริง เนื่องจากสมาชิกมีบัตรได้ใบเดียวและถ้าทำหายต้องทำบัตรจริงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่จะออกบัตรสีชมพูไม่มีรูปถ่ายให้แทน แต่ในคลิปพบว่าเป็นบัตรลักษณะเหมือนกันจึงเป็นบัตรสำรอง
นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์จะบันทึกการกดลงคะแนนได้ครั้งเดียว จึงชัดเจนว่าภาพในคลิปเป็นการกดบัตรลงคะแนนของบุคคลอื่นๆ หลายครั้ง
ศาลจึงสอบถามต่อไปว่า หากมีบัตรหลายใบ แต่ทำไมต้องเสียบบัตรหลายครั้ง และได้มีการสื่อสารกับบุคคลรอบข้างหรือไม่ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย รายนี้ตอบว่า เป็นพฤติกรรมที่ชอบทำอยู่แล้วอาจจะมีคนทำแบบนี้ แต่ไม่ถูกถ่ายคลิปเอาไว้และไม่ทราบว่าคนข้างๆ คือใคร เพราะไม่ได้คุยกัน
ในช่วงบ่ายศาลไต่สวนประเด็นเนื้อหากฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ขึ้นเบิกความ
กิตติรัตน์ ระบุว่า มีการศึกษาและขอให้คณะกฤษฎีกาตีความในการตรากฎหมายแล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอ พ.ร.บ.กู้เงินและใช้จ่าย จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 142 และ 143 โดย ครม.เห็นว่ามีความจำเป็นต้องการใช้เงินอย่างรวดเร็ว จึงออกเป็นร่าง พ.ร.บ. ยืนยันว่า มีวินัยการคลังและความระมัดระวัง
ศาลให้ จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ เบิกความต่อ โดยศาลถามถึงข้อกังวลเรื่องการกู้เงินแล้วจะทำให้เสียวินัยการเงินการคลัง
จุฬารัตน์ ยืนยันว่า หนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบไม่เกิน 60% ของจีดีพี และภาระหนี้ไม่เกิน 15% ของวงเงินงบประมาณ พร้อมเชื่อว่ามาตรการในการตรวจสอบความโปร่งใสของ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนี้ จะมีความโปร่งใสมากกว่าการใช้งบประมาณตามปกติ เพราะต้องผ่านความเห็นชอบในหลายขั้นตอน
หากรัฐบาลใช้วิธีการงบประมาณปกติจะทำให้ต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องไปอีกนานจากเดิมที่ตั้งเป้าจัดทำงบสมดุลในปี 2560 ซึ่งการทำงบประมาณขาดดุลเป็นเวลานานจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
ศาลซักอีกว่า ถ้าไม่ออกเป็น พ.ร.บ.จะมีทางอื่นหรือไม่ จุฬารัตน์ บอกว่า สามารถทำได้แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงไม่สะดวกและไม่ต่อเนื่อง
ศาลถามว่า ด้านเสียของการกู้เงินและข้อห่วงใยเรื่องวินัยการคลังหละหลวมเป็นอย่างไร จุฬารัตน์ ประเมินว่า อีก 7 ปีข้างหน้า หนี้คงค้างยังไม่เกิน 50%
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ให้ข้อมูลว่า การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบ มีราคากลาง ไม่มีการจัดซื้อพิเศษ และมีรายงานตรวจจ่ายเพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการได้ตลอดเวลา ส่วนการบริหารโครงการได้ตั้งคณะกรรมการติดตาม และหารือกับหน่วยงานที่มีประสบการณ์ ทำให้มั่นใจว่าจะเกิดความโปร่งใส
“ส่วนประเด็นที่ศาลสงสัยว่า เหตุใดไม่ให้ พ.ร.บ.ร่วมทุนให้เอกชนเข้ามามีส่วนรวมนั้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานหลักๆ รัฐบาลต้องเป็นผู้ลงทุน เพราะมีผลทางระบบเศรษฐกิจ ส่วนการลงทุนในรายละเอียดปลีกย่อยสามารถให้เอกชนร่วมลงทุนได้ในบางโครงการ เช่น รางรถไฟ รัฐต้องเป็นผู้ลงทุน แต่การเดินรถสามารถให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้” ชัชชาติ ชี้แจง
ทั้งนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งนัดไต่สวนพยานที่เหลืออีกครั้งในวันที่ 15 ม.ค. เวลา 10.00 น.







