
สังคมโพสต์ทูเดย์
โพสต์ทูเดย์ อ่านแล้วหูตาสว่าง ฉลาดอย่างมีอารยะ ...
โพสต์ทูเดย์ อ่านแล้วหูตาสว่าง ฉลาดอย่างมีอารยะ ...
...จบยังไง ไปไหนมาไหนก็เจอแต่คำถามว่า เมื่อไรจะจบ จะจบยังไง จะได้เลือกตั้งหรือไม่ เมื่อไรจะเลิกๆ กันซะที ฯลฯ นั่งไล่เรียงดูตามหน้าเสื่อที่เห็น ณ นาทีนี้ การเมืองไทยจากนี้ไปออกได้แค่ 3 หน้า 1.ม็อบ กปปส. กดดัน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้ ลาออกไม่สำเร็จ รัฐบาลก็จะ ถูลู่ถูกัง อยู่เป็นรัฐบาลรักษาการไปจนถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. 2557 ซึ่งการเลือกตั้งก็จะเป็นไปอย่าง ทุลักทุเล เลือกได้ไม่ครบทั้ง 375 เขต หลังจากนั้น ใบแดง ใบเหลือง จาก กกต. ก็อาจจะปลิวว่อน สรุปก็จะได้ สส.ไม่ครบ 475 คน ทำให้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ก็แปลว่าจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ นายกฯ ปู ก็จะรักษาการต่อไปอีกจนกว่าจะได้ สส. ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งบอกตามตรงว่ามองไม่เห็นโอกาส ยุ่งไปกว่านั้นก็คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 93 วรรค 5 สรุปสาระสำคัญว่า ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมีจำนวน สส.ไม่ถึง 480 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องดำเนินการให้มี สส.ครบจำนวนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญภายใน 180 วัน ซึ่งแนวโน้มคงเป็นไปได้ยาก แต่ที่บอกว่าจะยุ่งกว่านั้นก็คือรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีการกำหนดบทลงโทษใดๆ ไว้ว่า ถ้าภายใน 180 วัน ไม่สามารถเปิดสภาได้ ใครต้องรับผิดชอบ แปลความได้ว่า ถ้าครบ 6 เดือนแล้ว ยังได้สส.ไม่ถึง 475 คน ก็เปิดสภาไม่ได้ และก็ไม่รู้ว่า สส. ที่เลือกมาได้นั้นยังคงสถานภาพการเป็น สส.อยู่หรือไม่ สุดท้ายก็จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็แปลว่ารัฐบาลนี้ก็จะยังต้องอยู่รักษาการต่อไป นี่คือแนวคิดแบบสุดโต่ง กรณีรัฐบาลปูยังอยู่ยงคงกระพันได้ แต่เชื่อเถอะ รัฐบาลนี้ไม่มีโอกาสอยู่ถึงวันนั้นหรอก เพราะแค่จากวันนี้ถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. รัฐบาลก็แทบกระอักเลือดแล้ว ...
... แนวทางที่ 2 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากนายกฯ รักษาการ แล้วเดินหน้าตามแนวทางของม็อบ โดยอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ดำเนินการจัดตั้ง สภาประชาชน ซึ่งจนถึงวันนี้ยังมีการถกเถียงกันอยู่ถึงความชัดเจนในข้อกฎหมายที่จะมารองรับแนวคิดดังกล่าว นอกจากความเชื่อของม็อบเท่านั้น ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขให้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย กับการตีความมาตรา 3 ของม็อบออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ซึ่งก็จะมีความวุ่นวายตามมาอีกแน่นอน ขณะที่ม็อบก็ไม่มีช่องทางอื่น นอกจากเดินหน้าตั้งสภาประชาชนและกดดันให้วุฒิสภาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามแนวคิดของ สุรพล นิติไกรพจน์ เจ้าสำนักนายกฯ มาตรา 7 มันสมองคนสำคัญของม็อบ ซึ่งก็จะมีข้อถกเถียงในมุมมองของกฎหมายไม่แตกต่างจากมาตรา 3 เช่นกัน ซึ่งก็จะเป็นการขยายแนวร่วมของกลุ่มผู้เห็นต่างให้มากขึ้น ...
... แนวทางที่ 2.1 ทุกอย่างจะเดินหน้าตามแนวทางที่ 2 เพียงการพ้นจากนายกฯ รักษาการของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เป็นเพราะการตัดสินใจยอมลาออกจากการขับไล่ของม็อบ แต่เกิดจากการถูก องค์กรอิสระเชือด จนต้องพ้น จากเก้าอี้ ซึ่งก็จะเข้าทางม็อบที่จะใช้โอกาสนี้ดำเนินการตามแนวทางที่ตัวเองเชื่อว่าทำได้ตามมาตรา 3 และมาตรา 7 แต่การลงดาบเชือดขององค์กรอิสระอาจไม่รวดเร็วทันใจใครหลายคน จึงยากที่จะคาดเดาว่าก่อนที่จะถึงวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นในสังคม ...
... แนวทางสุดท้าย หรือแนวทางที่ 3 คือ กองทัพลุกขึ้นมาทำรัฐประหาร ยุติความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายแล้วถอยหลังกลับไปนับหนึ่งใหม่กันหมด ซึ่งเป็นแนวทางที่ ผบ.ทบ.หนักใจที่สุด เพราะกองทัพเคยขุดรากถอนโคน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยวิธีนี้มาแล้วเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ผ่านมา 7 ปีกว่า บทเรียนที่ได้รับก็คือความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมวันนี้ หนักหนาสาหัสกว่าเดิมหลายร้อยหลายพันเท่า นี่คือสิ่งที่กองทัพต้องคิดหนัก แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ยอมเจรจากันและปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ดังที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา กล่าวในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 77 ปี







