
บทบาทเอกชน
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ดูเหมือนภาคเอกชนยังไม่ละทิ้งความพยายามที่จะเป็นตัวกลางที่จะคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้จะใกล้วันที่ 13 ม.ค. ที่ กปปส.ประกาศปิดกรุงเทพฯ หรือชัตดาวน์กรุงเทพฯ เข้าไปทุกทีแล้วก็ตาม
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ดูเหมือนภาคเอกชนยังไม่ละทิ้งความพยายามที่จะเป็นตัวกลางที่จะคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แม้จะใกล้วันที่ 13 ม.ค. ที่ กปปส.ประกาศปิดกรุงเทพฯ หรือชัตดาวน์กรุงเทพฯ เข้าไปทุกทีแล้วก็ตาม
ครั้งนี้ กกร.ยังคงขอเป็นตัวแทนองค์กรภาคเอกชน 7 องค์กร ในการเรียกทุกฝ่าย ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ กปปส. นักวิชาการ ศาล รวมทั้งกองทัพมาหารือกันเพื่อหาทางออกอย่างเร่งด่วนที่สุด
แม้จะชื่นชมในความพยายามของภาคเอกชนดังกล่าว แต่ถ้าย้อนเหตุการณ์กลับไปได้ ภาคเอกชนต้องยอมรับว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ปัญหาก้าวไกลมาถึงขนาดนี้ได้ โดยเฉพาะการปล่อยให้การทุจริตคอร์รัปชั่นกระจายตัวและกินลึกไปในทุกภาคส่วน และกลายเป็นประเด็นที่จุดติดในการเรียกมวลชนออกมาสนับสนุนการชุมนุมของ กปปส.ในขณะนี้
ทั้งที่องค์กรระดับ ส.อ.ท. หอการค้าฯ และสมาคมธนาคารไทยนั้น ทรงพลังพอที่จะจับมือกันต่อต้านและลดทอนปัญหาคอร์รัปชั่นลงได้ แต่ก็ไม่เคยเห็นความพยายามของภาคเอกชนอย่างจริงจัง แม้ว่าหอการค้าไทยจะมีการตั้งภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่นขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือผลักดันจากองค์กรภาคเอกชนอย่างเข้มแข็ง
จึงไม่น่าแปลกใจที่การออกมาของเอกชน 7 องค์กร หรือของ กกร. เพื่อเป็นคนกลางในการแก้ไขความขัดแย้งที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตัว ทั้งผลประโยชน์ด้านธุรกิจ และตำแหน่งต่างๆ ที่นักการเมืองจะมอบให้ มากกว่าความต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่อย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม การประชุม กกร.ครั้งล่าสุดมีการปรับบทบาทของตนเอง ด้วยการหันมาช่วยเหลือกันเอง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ปัญหาการเมืองที่วิกฤตขึ้นทุกที โดยใช้องค์กรภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น ส.อ.ท. หอการค้าฯ หรือสมาคมธนาคารไทย ที่มีทรัพยากรทั้งด้านบุคลากร เครือข่าย การสื่อสาร และสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือกันเองในหมู่สมาชิก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
การทำงานร่วมกัน ปรึกษาหารือกัน จับมือกันฝ่าฟันวิกฤตประเทศครั้งนี้ น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะให้ภาคเอกชนผ่านพ้นปัญหาครั้งนี้ไปได้







