posttoday
ย้อนรอยราชดำเนินก่อนยุบเวที

ย้อนรอยราชดำเนินก่อนยุบเวที

07 มกราคม 2557

ระยะเวลากว่า 2 เดือน ที่ กปปส.ตั้งเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สร้างแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์

ทีมข่าวการเมือง

สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ประกาศทุบหม้อข้าวรบ "ยุบเวทีราชดำเนิน"ด้วยยุทธศาสตร์กดดันเต็มรูปแบบ "ชัตดาวน์กรุงเทพฯ" ในวันที่ 13 ม.ค.นี้

ระยะเวลากว่า 2 เดือน ที่ กปปส.ตั้งเวทีที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สร้างแรงสั่นสะเทือนโดยตรงต่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรผลพวงจากก้าวเดินและเสียงนกหวีด นำไปสู่พัฒนาการของสถานการณ์ตามลำดับ

ในครั้งแรก สุเทพ ตั้งเวที "หยุดกฎหมายล้างผิด" ขึ้นที่สามเสน โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นสปอนเซอร์เต็มรูปแบบ ก่อนจะย้ายเวทีมาปักหลักที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนราชดำเนิน ในวันที่ 4 พ.ย.

พลังของเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปลุกให้เกิดแฟลชม็อบนกหวีด กระจายไปยังจุดต่างๆ ทั้ง สีลม อโศก ราชประสงค์ ฯลฯ สร้างความตื่นตัวให้กับภาคประชาชนจนในที่สุดสว.ก็ตัดสินใจคว่ำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับเหมาเข่งในที่สุด

หลังประเด็นความไม่ชอบธรรมในการออกกฎหมายล้างผิดฉบับสุดซอยสุกงอมวันที่11 พ.ย.สุเทพ นัดชุมนุมใหญ่เป็นครั้งแรก กดดันให้ ยิ่งลักษณ์ ดำเนินการให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่งตายไปจากรัฐสภา

ในวันนั้น สุเทพ พร้อม สส.พรรคประชาธิปัตย์ อีก 8 ราย ได้ลาออกจากตำแหน่ง และประกาศ 4 มาตรการ "อารยะขัดขืน" หยุดงานชะลอการจ่ายภาษี แขวนนกหวีด พกธงชาติและเป่านกหวีดไล่นายกฯ และบริวาร

การสำแดงพลังครั้งต่อมา เกิดขึ้นในวันที่24 พ.ย. สุเทพ เชิญชวนประชาชน 1 ล้านคน ลุกฮือโค่นล้มระบอบทักษิณ มีประชาชนเข้าร่วมมืดฟ้ามัวดินประเมินตัวเลขไม่ต่ำกว่า2 แสนราย คืนวันดังกล่าว สุเทพ ประกาศว่าวันรุ่งขึ้นจะดาวกระจายจุดต่างๆ 13 จุด

จากนั้นผู้ชุมนุมก็เคลื่อนพลอีกครั้งในวันที่27 พ.ย. โดยมีเป้าหมายเพื่อปิดกระทรวงทั่วกรุง ไม่ให้ระบบราชการทำงาน โดย สุเทพได้ยึดศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ เป็นที่ชุมนุมอีกแห่ง

สุเทพ นัดปิดบัญชีรัฐบาลอีกครั้ง โดยประกาศรวมแนวรบต่อต้านระบอบทักษิณภายใต้ชื่อ"กปปส." ในวันที่ 29 พ.ย. ก่อนระดมพลประกาศบุกทำเนียบรัฐบาล กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในวันที่ 1 ธ.ค.

ทว่า น่าเศร้าใจที่ก่อนจะถึงการชุมนุมใหญ่เกิดการปะทะขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงระหว่างการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงและนักศึกษารามคำแหง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คนบาดเจ็บกว่า 282 คน

เมื่อถึงวันที่1 ธ.ค. รัฐบาลไม่ปล่อยให้ยึดได้โดยง่าย มีการระดมแก๊สน้ำตา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล และ บช.น.ตลอด 2 วัน จนกระทั่งเปิดให้ผู้ชุมนุมเข้าทั้งสองพื้นที่ โดยสะดวกในวันที่ 3 ธ.ค.

การชุมนุมใหญ่ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในวันที่9 ธ.ค.โดย สุเทพ ประกาศเดิมพันด้วย "ชีวิต"จะต้องไล่ระบอบทักษิณและจัดตั้ง "สภาประชาชน" ให้ได้ พร้อมทั้งประกาศยุบเวทีศูนย์ราชการฯ และกระทรวงการคลัง

แรงกดดันมหาศาลผลักให้ ยิ่งลักษณ์ตัดสินใจยุบสภา ก่อนที่ กปปส.จะเคลื่อนขบวนประชิด "ทำเนียบรัฐบาล" ในเช้าวันเดียวกันทว่าด้วยความมั่นใจในมวลชน สุเทพ จึงยืนกรานในเงื่อนไขเดิมคือ เรียกร้องให้ ยิ่งลักษณ์ลาออกจากนายกรัฐมนตรีรักษาการ และไม่ยอมรับการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.

นำมาสู่การเช็กกำลังครั้งใหญ่ก่อนยกระดับขั้นสูงสุด คือ การรวมพลในวันที่22 ธ.ค."ทดสอบ" ปิดกรุงนาน 6 ชั่วโมง จัดเวทีใหญ่และย่อยกลางเมือง ผลตอบรับดีเกินคาด

อย่างไรก็ดี ช่วงเช้าวันที่ 26 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันจับฉลากเลขพรรคการเมือง ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) แนวร่วมกปปส.ได้ไปปิดล้อมพื้นที่ เกิดการปะทะกับตำรวจ จนมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 2 คน

จากนั้นไม่นาน คปท.ก็พบกับความสูญเสียอีกครั้ง เมื่อมือมืดบุกกราดยิงเอ็ม16 เข้าหลังเวทีบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ในวันที่ 28 ธ.ค.จนทำให้การ์ดเสียชีวิต 1 คน

สิริรวมเหตุการณ์การชุมนุม 75 วัน จากสามเสนจนถึงยุบเวทีราชดำเนิน วันที่ 13 ม.ค. มีผู้สังเวยชีวิตไปแล้ว 8 คน บาดเจ็บกว่า461 คน

ล่าสุด กปปส.นัดยกระดับการกดดัน"ชัตดาวน์กรุงเทพฯ" ในวันที่ 13 ม.ค.และเป็นวันอำลาเวทีราชดำเนิน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค