
วิชาการกับข้อเท็จจริงทางการเมือง
เควนติน สกินเนอร์ (Quentin Skinner) เป็นนักวิชาการชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงด้านประวัติความคิดทางการเมือง มีผู้ศึกษาความคิดและพบว่างานชิ้นแรกของเขาที่กล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างงานประวัติศาสตร์เพื่อท้าทายงานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการ “สถาปนา” ไว้แล้ว
เควนติน สกินเนอร์ (Quentin Skinner) เป็นนักวิชาการชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงด้านประวัติความคิดทางการเมือง มีผู้ศึกษาความคิดและพบว่างานชิ้นแรกของเขาที่กล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างงานประวัติศาสตร์เพื่อท้าทายงานประวัติศาสตร์ที่ได้รับการ “สถาปนา” ไว้แล้ว
งานชิ้นนี้เป็นงานที่สกินเนอร์เขียนเกี่ยวกับประวัติโรงละคร ทำให้เขาต้องไปศึกษาเรื่องราวของแซมวล วิทเบรดที่สอง (Samuel Whitbread II) ในฐานะที่เป็นผู้จัดการโรงละครแห่งซอยดรูรีย์ (the Drury Lane Theatre) ขณะเดียวกัน วิทเบรดก็เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษฝ่ายวิก (Whig) ด้วย
สกินเนอร์ได้ไปค้นพบหลักฐานข้อมูลใหม่ที่เพิ่งเปิดเผยสู่สาธารณะในเวลาต่อมาไม่นานนี้ ในบทความชิ้นแรกของเขาที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1961 สกินเนอร์ได้ฉายภาพของนักการเมืองผู้นี้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับความนิยม ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเมืองแบรดฟอร์ดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1790 จนสิ้นสุดลงด้วยการฆ่าตัวตายของเขาในปี ค.ศ. 1815 มีผู้กล่าวขวัญว่า บทความชิ้นมีความโดดเด่นมากในความแตกฉานอย่างสมบูรณ์ในการบรรยายถึงตัวแสดง (Agents) และเหตุการณ์ต่างๆ (Events) ในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น จนยากที่เชื่อว่าเป็นงานที่เขียนโดยนักศึกษาปริญญาตรี ความน่าสนใจคือ สกินเนอร์ได้ชี้ให้เห็นถึง “การนำเอาขุมทรัพย์ทางปัญญาความคิดที่ถูกกลบฝังไว้ให้กลับฟื้นคืนมา”
เฉกเช่นเดียวกันกับความแปลกประหลาดของโลกในอดีตที่ปรากฏชัดเจนจากคลังข้อมูลจดหมายของวิทเบรดที่ทำให้สกินเนอร์สามารถรื้อภาพของวิทเบรดที่นักประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ได้วาดหรือ สถาปนา ไว้ให้คนทั่วไปได้เข้าใจ จากการใช้คลังข้อมูลของตระกูลวิทเบรด และการค้นคว้าจากข้อมูลที่ได้จากประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่ของตระกูลวิทเบรดได้มีส่วนต่อการก่อรูปของบทความที่สกินเนอร์เขียนเกี่ยวกับจอห์น บันยัน (John Bunyan) โดยเขาพยายามที่จะให้ฉายภาพจุดยืนทางการเมืองและทัศนะเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลกของบันยัน (บันยันเป็นนักเทศน์และนักเขียนทางศาสนาคริสต์/ผู้เขียน) โดยเฉพาะในการที่บันยันเข้าไปมีส่วนในสงครามกลางเมืองอังกฤษ (the English Civil War)
ในบทความที่ว่านี้ สกินเนอร์ได้เขียนอย่างมีนัยเยาะหยัน (Ironical) ต่องานวิชาการเกี่ยวกับบันยันที่ดำรงอยู่ก่อนหน้าเขา โดยชี้ให้เห็นว่า ในบทความต่างๆ เกี่ยวกับบันยันนั้น ได้ปรากฏให้เห็นถึงประเด็นที่เป็นข้อแตกต่างโต้เถียงกันอยู่เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพของบันยัน โดยสกินเนอร์เห็นว่า “เราไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนแน่นอนว่า ในสงครามกลางเมืองครั้งนั้น บันยันต่อสู้เพื่อฝ่ายไหนแน่ เพราะมาควาเลย์ (Macaulay) เชื่อว่า บันยันต่อสู้เพื่อเสรีภาพโดยมาควาเลย์เข้าใจว่าการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของบันยันเป็นการต่อสู้เพื่อฝ่ายรัฐสภา ส่วนโฟรดอิ์ (Froude) ก็เห็นว่าบันยันต่อสู้เพื่อเสรีภาพเช่นกันแต่ในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพนี้ บันยันถูกมองว่าเป็นฝ่ายพระมหากษัตริย์ (a Royalist)
กรณีการตีความบทบาทของบุคคลในประวัติศาสตร์ได้สองแง่นี้ พบได้ในหลายๆ กรณี อาทิ ความขัดแย้งในการเมืองโรมันในช่วงทศวรรษสุดท้ายก่อนคริสตกาล ระหว่างเซซาร์ (Julius Caesar) กับเคโต (Cato) โดยฝ่ายสมาชิกสภาเซเนตที่เข้าข้างเคโตประกาศว่า พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อรักษาโรมันให้รอดพ้นจากระบอบทรราชของเซซาร์ ในขณะที่เซซาร์ยืนยันว่าเขากำลังปลดปล่อยโรมจากการครอบงำของคณาธิปไตย
จุดยืนทั้งสองไม่ว่าจะเป็นจุดยืนฝ่ายกษัตริย์กับจุดยืนฝ่ายรัฐสภาในเหตุการณ์สงครามกลางเมืองอังกฤษในศตวรรษที่สิบเจ็ด หรือจุดยืนฝ่ายเซซาร์กับฝ่ายสภาเซเนตและเคโต ถือเป็นจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างขัดแย้งกัน แม้ว่าทุกฝ่ายจะอ้างว่าตนกำลังต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและเสรีภาพ เพราะฝ่ายรัฐสภาอังกฤษก็มองว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่งทรงใช้พระราชอำนาจมากเกินจารีตประเพณีของอังกฤษ โดยฝ่ายรัฐสภาอ้างย้อนกลับไปถึงสมัย ค.ศ. 1215 เมื่ออังกฤษเริ่มมีการออกกฎหมายที่เรียกว่า Magna Carta เพื่อตีกรอบการใช้พระราชอำนาจของกษัตริย์เป็นครั้งแรก ฝ่ายพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่งก็อ้างว่า พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์อย่างถูกต้องตามราชประเพณี และมิได้ทรงใช้พระราชอำนาจเกินขอบเขต แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบการปกครองแบบผสม (Mixed Government) อันประกอบไปด้วยสามอำนาจที่ถ่วงดุลกันได้ นั่นคือ สถาบันกษัตริย์ สภาสูง และสภาสามัญชน
แต่ข้อเรียกร้อง 19 ประการของฝ่ายรัฐสภาต่างหากที่หากพระองค์ยินยอมก็เท่ากับยอมให้เกิดการล้มแบบแผนการปกครองของอังกฤษที่สืบทอดกันมาช้านาน ปัญหาการเมืองในโรมันโบราณก็ดูจะไม่ต่างมากนัก เพราะเคโตและฝ่ายสภาเซเนตมองว่า เซซาร์กำลังสถาปนาระบอบทรราชขึ้นมาเป็น “ระบอบเซซาร์” (Ceasarism) ส่วนฝ่ายเซซาร์ก็มองว่าเคโตและสภาเซเนตกำลังดึงอำนาจให้ไปอยู่ในมือของกลุ่มคนเพียงหยิบมือ ทำลายระบอบการปกครองโรมันให้กลายเป็นระบอบคณาธิปไตย
ไม่เพียงแต่นักวิชาการในยุคหลังจะตีความ “ข้อมูล” ความขัดแย้งในประวัติศาสตร์การเมืองทั้งสองนี้แตกต่างกัน เพราะตัวข้อมูลที่พบนั้นก็มี “ความเป็นการเมือง” ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ด้วยผู้คนในยุคสมัยนั้นเองก็เลือกข้าง “ความถูกต้อง” ที่แตกต่างกันไป รวมทั้งที่ถูกบังคับให้ต้องเลือกข้างด้วย ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และคนที่จะเขียนประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย “ขณะนี้” ก็เช่นกัน คงไม่สามารถให้ “ความเป็นกลางทางวิชาการ” ได้







