
ปีม้าผยศเสี่ยงฟองสบู่แตกหมดยุคทุนร้อนท่วมโลก
ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาทองของเหล่าบรรดานักลงทุนทั่วโลกไม่น้อย
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาทองของเหล่าบรรดานักลงทุนทั่วโลกไม่น้อย โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนในตลาดหุ้นที่ในแต่ละตลาด ไม่ว่าจะเป็น ดาวโจนส์ของสหรัฐ ไปจนถึงนิกเกอิของญี่ปุ่น ต่างพุ่งทะยานทุบสถิติกันเป็นทิวแถว สร้างผลกำไรและผลตอบแทนให้กับนักลงทุนอย่างเป็นกอบเป็นกำ
เฉกเช่นเดียวกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์ ผลงานศิลปะ ไวน์ชั้นดี ไปจนถึงเหรียญบิตคอยน์ ต่างก็เข้าสู่สภาวะคึกคักกันอย่างมาก โดยเฉพาะบิตคอยน์สกุลเงินที่ใช้ซื้อขายสินค้าในโลกออนไลน์ มีมูลค่าพุ่งไปถึง 1,000 เหรียญสหรัฐต่อ 1บิตคอยน์ ในช่วงปลาย พ.ย.ของปีที่แล้ว
เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามูลค่าของสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ทำได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนมาจากการโหมระดมอัดฉีดทางนโยบายการเงินของเหล่าชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากพิษวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008
ทิม อดัมส์ ผู้อำนวยการสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นธรรมดาที่นักลงทุนจะต้องมองหาการลงทุนในสินทรัพย์ที่คิดว่าจะทำให้ผลตอบแทนงอกเงยขึ้น
ดังนั้น ปัจจุบันจึงเริ่มเห็นสัญญาณการก่อตัวขึ้นของฟองสบู่ในสินทรัพย์บางประเภท เช่น ผลงานศิลปะ ไวน์ ที่ดิน หุ้นกู้คุณภาพต่ำ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ได้เตือนว่า ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ที่เคยพุ่งทะยานทุบสถิติมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาอาจมาถึงจุดจบ เนื่องจากสัญญาณฟองสบู่ที่เริ่มปรากฏตัวอาจแตกดังโพละเข้าอย่างจังในปี 2014 นี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เริ่มลดขนาดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงมาเหลือเดือนละที่ 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐแล้ว จากเดิมที่ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะทยอยลดลงจนสิ้นสุดในปลายปีนี้อีกด้วย หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มแสดงให้เห็นว่าสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ
เบอร์แรน บราเด ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า ถึงแม้การใช้มาตรการอัดฉีดผ่านทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของเฟด และธนาคารกลางจากหลายชาติจะช่วยให้โลกผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 5 ปีที่แล้วมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้แรงเกื้อหนุนจากสภาพคล่องในตลาดที่มีมากอย่างเหลือล้น
ทว่าผลจากการที่หลายประเทศยังคงใช้นโยบายการเงินในแบบดังกล่าวอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ในขณะนี้ทั่วโลกต้องหันมาระวังความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายด้วย
สอดรับกับทรรศนะของผู้จัดการกองทุนพิมโก ที่ได้ออกโรงเตือนว่า ในปี 2014 เป็นช่วงเวลาที่ต้องระมัดระวัง เพราะขณะนี้ตลาดเข้าสู่ภาวะฟองสบู่บ้างแล้ว และผลจากการที่เฟดเริ่มลดคิวอีก็จะทำให้ความเสี่ยงมีมากขึ้น
เพราะเพียงแค่เฟดส่งสัญญาณว่าจะลดคิวอีเมื่อกลางปีที่แล้ว ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายชาติต่างอ่อนค่าลงอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนได้ขนเงินทุนออกจากกลุ่มประเทศดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เพื่อไปหาผลตอบแทนที่มั่นคงกว่าในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแทน
เชอร์รา รามิค ประธานบริษัทเอเอ็มเอฟ ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า ความเสี่ยงในขณะนี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องตรงกันก็คือ ภาวะสภาพคล่องจากการอัดฉีดผ่านทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมีมากล้นเกินไป
และจากสภาพการณ์เช่นนี้เอง ที่กลายมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การก่อตัวของวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ และในที่สุดก็ลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 มาแล้ว
ทั้งนี้ โลกได้เคยลิ้มรสบทเรียนจากผลพวงการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจนเคยตัวมาแล้วหนหนึ่ง โดยในช่วงต้นปี 2000 อัตราดอกเบี้ยและการเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างง่ายดาย จนกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความหละหลวมในวินัยการเงินขึ้นมาในสหรัฐ โดยที่แม้แต่คนที่มีประวัติเครดิตไม่ดี ไร้ฐานะทางการเงินที่มั่นคง ยังสามารถกู้เงินไปซื้อบ้านได้ หรือเรียกว่า สินเชื่อด้อยคุณภาพ (สินเชื่อซับไพรม์)
จากการสั่งสมมะเร็งร้ายในระบบเศรษฐกิจเข้าไว้หลายปีต่อเนื่องกันนี้เอง ทำให้วันหนึ่งเมื่อราคาบ้านในสหรัฐเริ่มตกลงมา อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น หายนะอันเลวร้ายที่ซุกซ่อนจึงเริ่มปรากฏออกมาสู่สายตาชาวโลก
เนื่องจากผู้คนไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่าผ่อนส่งบ้านได้ ขณะที่มูลค่าหนี้ก็สูงขึ้นกว่ามูลค่าบ้านแท้จริงที่ลดลง จนนำไปสู่การเลือกผิดนัดชำระหนี้และปล่อยให้แบงก์ยึดบ้านไป ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ลูกหนี้บางรายยังต้องโดนแบงก์และสถาบันการเงินบีบบังคับให้ต้องผิดนัดชำระหนี้อีกด้วย
ดังนั้น เมื่อมีบ้านโดนยึดมากๆ ท่ามกลางภาวะที่บ้านมีราคาดิ่งลง จึงไม่ต่างอะไรกับการที่ภาคธนาคารถือหนี้เสียด้อยคุณภาพอยู่ในมือมาก ซึ่งนั่นได้ส่งผลให้ธนาคารต้องตัดลดปริมาณการปล่อยกู้สู่ตลาดไปโดยปริยาย และนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องในตลาดตามมา โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทที่ต้องการเงินกู้เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเข้าอย่างจัง
อย่างไรก็ดี ในมุมมองของนักวิเคราะห์บางส่วน ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า โดยปฏิเสธว่าความเสี่ยงที่จากการฟองสบู่สินทรัพย์ยังไม่น่าจะเกิดขึ้น และเป็นการกลัวเกินกว่าเหตุ โดยเห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับสูงขึ้น สอดคล้องไปกับพื้นฐานของผลกำไรที่มากขึ้น
“ถ้าตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นสองเท่า แต่ผลกำไรไม่เพิ่มขึ้นตาม อาจเรียกได้ว่านี่คือภาวะฟองสบู่ แต่ในวันนี้ไม่ใช่เช่นนั้น” เอริค ทรูเจแมน จากอมันโด กล่าว
ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ว่าความกังวลที่เกิดขึ้นจะเกิดหรือไม่ก็ตาม แต่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อหลีกหนีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตก็ถือเป็นสิ่งที่โลกควรจะต้องดำเนินการเอาไว้
เพราะเมื่อถึงเวลาแล้ว จะได้ไม่ต้องมาคอยแก้ปัญหาแบบวัวหายแล้วค่อยล้อมคอก







