
"อาหรับสปริง"สะดุดวูบจากปฏิวัติสู่หายนะอลหม่าน 2013
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
สามปีอาจยาวนานพอสำหรับการลงมือเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในสังคม กระนั้นระยะเวลาดังกล่าวคงไม่เพียงพอสำหรับการพลิกโฉมเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองและการบริหารปกครองประเทศในโลกอาหรับและภูมิภาคตะวันออกกลาง
เหตุเพราะล่วงเลยจนสิ้นปี 2013 การลุกฮือประท้วงของประชาชนหลายประเทศในภูมิภาคข้างต้น ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งระบอบระเบียบตามแนวทางเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมตามที่ชาวอาหรับหลายล้านคนออกมาเดินขบวนประท้วงเรียกร้องตามท้องถนน
ซ้ำร้ายกว่านั้น สถานการณ์เกือบแทบทุกประเทศยังมุ่งหน้าเดินสู่ความเลวร้ายที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าช่วงก่อนที่ประชาชนของประเทศจะลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มผู้นำเสียอีก
กระทั่งนักวิเคราะห์ทางการเมืองแทบทุกสำนักลงความเห็นตรงกันว่า ความหวังของประชาชนในภูมิภาคตะวันออกกลางแห่งนี้ ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศภายในสังคมให้มีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมอย่างแท้จริงดูจะริบหรี่เลือนรางมากขึ้นทุกที ตามเวลาที่ล่วงเลย และจำนวนยอดผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับใน ซีเรีย การประท้วงอย่างสงบในเดือน มี.ค. 2011 ได้กลายเป็นเหตุนองเลือดเมื่อประธานาธิบดี บาชาร์ อัลอัสซาด ตัดสินใจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ซึ่งทุกวันนี้กองกำลังของรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มกองกำลังฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนยังคงต่อสู้กับกลุ่มกบฏต่างๆ และประชาชน ซึ่งรุนแรงบานปลายหนักข้อถึงขั้นที่มีรายงานการใช้อาวุธเคมี จนคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1.26 แสนคน
ส่วนที่ อียิปต์ หลังการลุกฮือสามารถโค่นล้มผู้นำเผด็จการอย่าง ฮอสนี มูบารัก ที่ปกครองอียิปต์มาอย่างยาวนานถึง 30 ปีได้สำเร็จ อียิปต์ก็ได้รัฐบาลประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี จากการเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศ แต่ยังไม่ทันบริหารปกครองประเทศได้ครบเทอม รัฐบาลประธานาธิบดีมอร์ซีก็เจอรัฐประหารเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ปีนี้ จนประเทศที่คาดว่าน่าจะสงบต้องหวนกลับสู่ยุควุ่นวายด้วยการประท้วงรุนแรง ที่รวมถึงการลอบวางระเบิดแทบรายวัน ตลอดจนการตามกวาดล้างกลุ่มมุสลิมภราดรภาพฝ่ายทหารอียิปต์มองว่าเป็นตัวการความวุ่นวายของประเทศ
ขณะที่ ตูนิเซีย ประเทศแรกสุดในโลกอาหรับที่การลุกฮือของประชาชนนำไปสู่การโค่นผู้นำเผด็จการ ซีเน เอล อาบิดีน เบน อาลี ที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1987 ประสบความสำเร็จ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2011 แต่แม้การเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่การเลือกตั้งตามแนวทางประชาธิปไตยระบอบรัฐสภาได้ลุล่วงในเดือน ต.ค. แต่เสถียรภาพในตูนิเซียดูจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ และมีแนวโน้มจะกลับสู่วิกฤต เมื่อมีเหตุรุนแรงและความไม่สงบเกิดขึ้นรายวัน โดยล่าสุดหนักข้อถึงขั้นมีรายงานการลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังการตายของผู้นำฝ่ายซ้าย
ด้าน ลิเบีย เมื่อระบอบเผด็จการของโมอัมมาร์ กัดดาฟี ล่มสลายในเดือน ต.ค. 2011 การเปลี่ยนผ่านอำนาจของภาครัฐยังคงเผชิญกับปัญหาในการจัดตั้งกองกำลังของตัวเอง คือสถาบันทหารและตำรวจเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประเทศ โดยนับตั้งแต่โค่นกัดดาฟี สังคมลิเบียแตกเป็นกลุ่มกองกำลังต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ลิเบียต้องพึ่งพาอาศัยในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ซึ่งกองกำลังกบฏเหล่านี้ที่ขณะนี้ผันตัวเองเป็นกองกำลังรับจ้างให้กับรัฐบาล พร้อมที่จะท้าทายคุกคามอำนาจรัฐตลอดเวลา หากการกระทำของรัฐบาลบั่นทอนผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง
สำหรับ บาห์เรน และ เยเมน แม้จะไม่ได้มีเหตุรุนแรงหนักมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านข้างต้น แต่การประท้วงที่มีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2011 เป็นต้นมา ก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของประเทศและมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจนต้องบ่มเพาะรอวันปะทุขึ้นมา
ตัวอย่างเช่น ในบาห์เรนที่การเรียกร้องของประชาชนให้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญทุกครั้ง ต้องจบลงด้วยการใช้กำลังเข้าสลายของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ในเยเมนการเจรจาจัดตั้งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังการยอมลงจากอำนาจของประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ ในเดือน ก.พ. 2012 ตามที่ผู้ชุมนุมเดินขบวนประท้วงเรียกร้องนานร่วมปี ก็ยังคงติดขัดปัญหาปลีกย่อยมากมายที่ทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญเดินไปข้างหน้าไม่ได้
เรียกได้ว่านับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2010 เป็นต้นมา โลกอาหรับไม่เคยว่างเว้นจากความวุ่นวายที่มุ่งหวังการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้อียิปต์ต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศถึง 2 คน ผลักประเทศซีเรียให้เข้าสู่ยุคของสงครามกลางเมือง จุดชนวนความอลหม่านในลิเบีย และก่ออุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนแปลงในตูนิเซีย
ฟรานซิส แมทธิว บรรณาธิการเว็บไซต์ข่าวกัล์ฟ นิวส์ แสดงความเห็นว่า ปัญหาเสถียรภาพในโลกอาหรับที่ทั่วโลกต่างรุมประณามครั้งนี้ เกิดขึ้นมาเพราะปราศจากผู้นำที่เห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง โดยใครก็ตามที่สามารถเข้ามาคุมประเทศได้ มักจะให้ความสำคัญและใส่ใจกับการรักษาฐานอำนาจของตนและพวกพ้องมากกว่าการมุ่งวางกลยุทธ์ในการพัฒนารากฐานประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษา หรือโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมกับสังคมโลกยุคใหม่ โดยรวมถึงการยุติการคอร์รัปชั่น เพิ่มระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และวางนโยบายด้านกฎหมายเพื่อพิทักษ์ปกป้องสิทธิมนุษยชน
ดังนั้น ในท้ายที่สุดเมื่อประชาชนทนไม่ไหวก็จะลุกฮือขึ้นมาประท้วงอีกระลอกสองระลอก จนน่าหวาดหวั่นว่าจะกลายเป็นวงจรเลวร้ายทางการเมืองที่ทำให้ประเทศไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าต่อไป
ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับนักวิเคราะห์แทบทุกสำนักที่ต่างกล่าวว่า ความพยายามลุกฮือของประชาชนเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่เป็นความหวังว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้นนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปิดกล่องแพนโดราที่ไม่อาจคาดเดาบทสรุปสุดท้าย
เพียงแต่ที่เห็นแน่ชัดก็คือแม้ความอัดอั้นที่ระเบิดปะทุขึ้นมานี้จะเป็นพลังทรงอำนาจที่สามารถล้มเก้าอี้ผู้นำประเทศได้สำเร็จจริง แต่การไร้แนวทางที่แน่ชัดหลังไร้ผู้นำก็ทำให้ประเทศไปต่อไม่ได้เช่นกันโดยหนทางข้างหน้าที่ยังคงมองไม่เห็นนี้ ครอบคลุมถึง ทิศทางของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศด้วย
ในรายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2014 ของเว็บไซต์ข่าวสารวอยซ์ ออฟ อเมริกา ระบุว่า หากไม่นับประเทศที่แทบจะไม่มีปัญหาการเมืองกวนใจและพื้นฐานเศรษฐกิจดีอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์ หรือซาอุดิอาระเบีย ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศที่เหลือก็คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับปีหน้าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันโลก สินค้าส่งออกหลักของประเทศในแถบนี้มีแนวโน้มจะลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงนอกเหนือจากความเสี่ยงหลักด้านเสถียรภาพที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกแทบจะเบือนหน้าหนี ไม่ยอมเข้ามาลงทุนในประเทศเหล่านี้
ทั้งนี้ทั้งนั้น ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้ให้บทเรียนว่า การลุกขึ้นปฏิวัติตามเจตนารมณ์ของประชาชนย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่บทเรียนจากอาหรับสปริงนี้ก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่า การลุกฮือมุ่งเรียกร้องหาการเปลี่ยนแปลงอย่างเอาเป็นเอาตายอาจพาประเทศสู่หายนะได้เช่นกัน







