กล่องของขวัญใบที่หนึ่ง (จากอดีต – ปัจจุบัน)
หากฉันเป็นชาวนา ฉันจะนำข้าวที่หอมนุ่มและไร้สารพิษมามอบให้เธอ
โดย...มะลิ ณ อุษา เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org / ภาพ อีพีเอ
หากฉันเป็นชาวนา ฉันจะนำข้าวที่หอมนุ่มและไร้สารพิษมามอบให้เธอ
หากฉันเป็นวิศวกร ฉันจะสร้างบ้านที่อบอุ่นและสวยที่สุดให้เธอ
หากฉันเป็นกวี ฉันจะนำบทกวีที่ไพเราะที่สุดมาร่ายแด่เธอ
เมื่อเธอเปิดกล่องของขวัญ เธอจะได้มีความสุข
แต่ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาที่ปลูกข้าวไม่เป็น สร้างบ้านไม่ได้ และร่ายกวีไม่เพราะ จึงทำได้เพียงเขียนถ้อยคำธรรมดามามอบแด่เธอ ด้วยความรักและปรารถนาให้เธอมองเห็นความสุข
เป็นความตั้งใจที่จะนำของขวัญธรรมดาชิ้นนี้มามอบให้กับคุณผู้อ่านที่รักในวาระก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ศักราชใหม่
ช่วงสัปดาห์นี้ไม่ว่าจะมองไปทางใด ก็คงจะเห็นภาพการเฉลิมฉลอง รอยยิ้ม แสงไฟ และสีสันต่างๆ ที่ใช้ในการประดับประดา เราฉลองให้กับชีวิตที่ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาได้ เราฉลองให้กับความพยายามในการทำสิ่งใหม่ๆ เราฉลองให้กับความอดทนในบางช่วงเวลาที่อยู่ภายใต้ความกดดัน เราฉลองให้กับ............................(เติมวาระของคุณเอง)
ตลอด 363 วันที่ผ่านมา ฉันเชื่อว่าเราได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตมามากมาย ทั้งที่นำมาซึ่งความสุข ความทุกข์ ความขมขื่น ความรื่นรมย์ ความหวัง ความผิดหวัง ฯลฯ และแน่นอนว่าเหตุการณ์เหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว บางเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นและจบลงแล้ว บางเหตุการณ์ยังคงส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันและอนาคต ฉันจะยังไม่พูดถึงเรื่องอนาคตในที่นี้ แต่จะชวนคุณผู้อ่านย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา
หากพอมีเวลา ฉันขอเชิญชวนคุณผู้อ่านให้พาตัวเองไปอยู่ในสถานที่อันเป็นสัปปายะ คือ มีความสงบเงียบ มีบรรยากาศที่ร่มรื่น นำไปสู่ความผ่อนคลาย ขอให้อยู่ที่แห่งนั้นสักครู่ แล้วนึกทบทวนเหตุการณ์ เรื่องราว ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา โดยอาจมีสมุดบันทึกประจำวันเป็นตัวช่วยด้วยก็ได้ นี่จะเป็นของขวัญที่ฉันจะมอบให้กับคุณๆ ในสัปดาห์นี้ ของขวัญซึ่งบรรจุในกล่องที่เรียกว่า กล่องความทรงจำ
เมื่อเปิดกล่องความทรงจำออกมาแล้ว คุณเห็นอะไรบ้าง? ใน 1 ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของคุณบ้าง เกิดอะไรขึ้นในเดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้ สัปดาห์สุดท้ายของเดือน ธ.ค.
ทั้งผู้คน สถานที่ สิ่งของ การเดินทาง เรื่องราว อารมณ์ ฯลฯ
คุณเห็นไหมว่า เราต่างล้วนมีความสามารถในการเปิดกล่องความทรงจำ ทั้งที่โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยมีสัญญาณเชื่อมต่อรูปแบบต่างๆ อาทิ ความหมายรู้ในรูป รส กลิ่น เสียง
คุณเคยไหมกับการได้กลิ่นดอกไม้ชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะที่ใดก็ตามในโลกนี้ แล้วหวนคิดถึงคนคนหนึ่ง หลังจากนั้นเพียงเสี้ยววินาที เรื่องราวของคนคนนั้นก็ติดตามมาอย่างไม่ขาดสาย (เรื่องนี้เกิดขึ้นได้แม้กับกลิ่นแก๊สน้ำตา!)
คุณเคยไหมกับการมองเห็นสิ่งของหรือภาพถ่าย แล้วความทรงจำต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันก็หลากไหลตามมาจนยากจะยับยั้ง ทั้งอารมณ์และความคิดประเดประดังเข้ามาราวกับเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง และบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย
คุณเคยไหมกับการกินข้าวมื้อเย็นเพียงลำพัง แต่ดันนึกถึงบรรยากาศของอีกมื้อหนึ่งในรายการอาหารแบบเดียวกัน
และเคยไหมที่ฟังเพลงนี้ทีไรเป็นต้องร้องไห้ทุกที
ปรากฏการณ์เหล่านี้รวมเรียกว่า สัญญา หรือความจำได้หมายรู้ ซึ่งแยกย่อยออกเป็น 6 แบบ ได้แก่ ความจำได้หมายรู้ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และอารมณ์ทางใจ สัญญาเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณ (ความเร็วสูงมาก) เชื่อมต่อไปยังการปรุงแต่ง มีทั้งที่เป็นไปในทางกุศลและอกุศล
ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเราจะเลือกพิจารณาและตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ เหล่านั้นอย่างไร ซึ่งในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงทางที่เป็นอกุศล เพราะคิดว่าพวกเรามีความสามารถด้านนี้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่จะขอหยิบยกประเด็นที่เป็นกุศลมาบอกกล่าวกัน เพื่อให้สมกับที่เป็นของขวัญในสัปดาห์ส่งท้ายปี
เครื่องมือตรวจจับสัญญาณจากสัญญาที่มีประสิทธิภาพ คือ สติ เพื่อนเก่าหรือยาครอบจักรวาลของเรานั่นเอง การมีสติจะช่วยให้เรามองเห็นการผุดบังเกิดของความทรงจำอย่างเท่าทันและตอบสนองไปในทางที่เป็นกุศล คือ การมองเห็นว่าเรื่องราวเหล่านั้นได้จบสิ้นไปแล้ว เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ นั่นเป็นบทเรียนที่จะเตือนให้เราระลึกถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิต และคอยสะกิดไม่ให้เราใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างประมาท
แน่นอนว่า การระลึกได้ว่าสรรพสิ่งล้วนประกอบด้วยลักษณะทั้งสามประการ อันได้แก่ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตน ถือเป็นความจำได้หมายรู้อย่างหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ประกอบกับสติในยามที่ถูกกระตุ้นเร้าจากความจำได้หมายรู้ทั้ง 6 แบบจึงจะเกิดผลในทางที่ดี
ในวาระที่ชีวิตของเรากำลังจะผ่านหมุดหมายของกาลเวลาอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้กลับมาทบทวนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา โดยไม่ลืมว่าเรื่องราวเหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว เราไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ แต่เราสามารถเก็บเกี่ยวเป็นบทเรียนหรือแรงบันดาลใจได้ และที่สำคัญคือการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากความรู้สึกนึกคิดด้านลบ (เสียที) เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเราเองได้ดำเนินชีวิตในปัจจุบันไปในทางที่สร้างสรรค์และก่อประโยชน์มากขึ้น
ก็ใช่ละนะ เหตุการณ์นั้นได้จบลงไปแล้ว แต่ความรู้สึกที่ติดตามกันมานี่ล่ะ จะให้ทำอย่างไร ทุกวันนี้ฉันยังคงรู้สึกโกรธคนคนนั้นอยู่เลย เจอหน้าหรือได้ยินชื่อทีไรอารมณ์ก็เดือดขึ้นมาทุกที แล้วจะให้เก็บเป็นบทเรียนได้อย่างไร?
คุณอาจนึกตั้งคำถามทำนองนี้ เหมือนกับที่ฉันกำลังถามตัวเอง
ก่อนที่จะหาคำตอบ ฉันกลับได้พบคำถามว่า แล้วเราจะโกรธเขาข้ามปีเลยหรืออย่างไร? มีใครที่มีความสุขจากการกระทำนี้บ้าง? ที่ผ่านมาเราเห็นตัวเองเวลาที่ความโกรธเผาลนจิตใจบ้างหรือไม่?
นี่เป็นโอกาสที่เราจะได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ให้หวนกลับมาซ้ำรอยอีกครั้งในปัจจุบันของเรา หวังว่าปลายปีหน้าเราจะได้มีเหตุการณ์ใหม่ให้มาทบทวนกัน
ฉันอาจไม่ใช่ชาวนา วิศวกร หรือกวี ฉันเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีความรักและปรารถนาให้เธอมองเห็นความสุข ของขวัญที่ฉันนำมามอบให้นี้มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Present ซึ่งแปลได้ทั้งสองความหมาย คือ ของขวัญและปัจจุบันขณะ
พบกันใหม่ปีหน้าพร้อมของขวัญอีกกล่อง ^_^







