ประเทศไทยต้องไปทางนี้
พ.ศ. 2556 กำลังจากไปด้วยความเศร้า เศร้าในความด้านชาของรัฐบาลของนายกฯ คนสวยที่พยายาม “ทนอยู่”
พ.ศ. 2556 กำลังจากไปด้วยความเศร้า
เศร้าในความด้านชาของรัฐบาลของนายกฯ คนสวยที่พยายาม “ทนอยู่” ในขณะที่สังคมในหลายๆ ภาคส่วนเข้าขับไล่ให้ “ออกไป” เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศ จากการที่ “ระบอบทักษิณ” ได้สร้างความหายนะให้กับสังคมไทยมากกว่าที่รัฐบาลใดๆ เคยทำมา เป็นรัฐบาลที่ชั่วร้ายเสียยิ่งกว่าทรราชในสมัยไหนๆ เพราะนี่คือ “เผด็จการทุนนิยมสามานย์”
พ่วงด้วยการทำลายล้างสถาบันที่เราเทิดทูน
ผู้เขียนในนามกลุ่มนักวิชาการที่เรียกว่า “สยามประชาภิวัฒน์” ได้ร่วมกันเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศมาตั้งแต่ต้นปี 2555 เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องโครงสร้างทางการเมืองการปกครองเป็นอย่างมาก ทว่าในระหว่างที่เรากำลังเผยแพร่แนวคิดนี้ก็ได้เกิดวิกฤตขึ้นในบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากความพยายามของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเข็นกฎหมายปรองดอง ตามมาด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพอศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าต้องกลับไปทำประชามติก่อน ก็นึกว่าจะสงบแล้ว แต่มาในปี 2556 ก็พยายามเข็นกลับมาอีก
ทีนี้ทำเป็นรายมาตรา แต่ก็มีคนไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้ออกมายับยั้ง แต่รัฐบาลกับสภา “ทาส” พวกนี้ก็ไม่รามือ กลับร่วมกันเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แล้วลักหลับโหวตกันตอนตีสามของวันที่ 1 พ.ย. กระทั่งผู้คนออกมาประท้วงเต็มท้องถนน
เป็นวิบากกรรมของประเทศจนจะข้ามปีแล้วนี้
ใน พ.ศ. 2557 คาดการณ์ว่าวิกฤตนี้ก็จะยังคงอยู่ และมีทีท่าว่าจะรุนแรงมากขึ้น หากรัฐบาลชุดนี้ยังคงอินังขังขอบ คือทำตัวว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาว สุดท้ายคงจะต้องจบด้วยการ “อุ้ม” หรือ “ถีบ” ให้ออกไป ซึ่งในแนวทางของ กปปส.ก็จะยืนหยัดต่อไปในการ “ไม่เห็นหัว” รัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็น “รัฐบาลเถื่อน” ที่หมดความชอบธรรมไปแล้วจากการที่ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกับการที่ประชาชนจำนวนมากตั้งข้อรังเกียจ ออกมาต่อต้านและขับไล่เป็นจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวันๆจึงหมดความชอบธรรมแล้วทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย
มวลมหาประชาชนถือว่าขณะนี้เราไม่มีรัฐบาล
ด้วยสภาพสุญญากาศทาง “สัญลักษณ์” ในขณะนี้ จึงเป็น “ความถูกต้อง” ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยการดำเนินการของประชาชน ตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” อย่างที่ กปปส.ได้ประกาศมาโดยตลอดว่า ขณะนี้ประชาชนได้ “ทวงคืน” อำนาจอธิปไตยนั้นกลับคืนมาแล้ว เพื่อทำหน้าที่ตามมาตรา 70 ของรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวไว้ว่า “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้”
พิทักษ์รักษาสิ่งที่นักการเมืองกลุ่มนี้กำลังทำลาย
การออกมาต่อต้านรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็น “สิทธิและเสรีภาพ” ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 69 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกเช่นกัน ที่กล่าวไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้”
โดยมวลมหาประชาชนได้ “อดทน” ต่อสู้มาจนจะข้ามปีนี้ ด้วยสันติวิธีอย่างเต็มที่ แม้บางครั้งที่มีการปะทะกับกองกำลังของรัฐบาล (ไม่อยากจะเรียกว่า “ตำรวจ” เพราะขณะนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว แต่กำลัง “เนรคุณ” ต่อภาษีอากรของประชาชน และ “ทรยศ” ต่อหน้าที่ในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) จะมีการสูญเสียและบาดเจ็บ แต่นั่นก็เป็นไปด้วย “ความจงใจ” ที่กองกำลังของรัฐบาลเถื่อนกระทำขึ้น
กองกำลังที่เป็น “ขี้ข้า” ของระบอบทักษิณ
นอกจากนั้นยังมีส่วนราชการอื่นๆ ที่อยู่ในข่าย “น่าสงสัย” ว่าจะเป็น “คนรับใช้” ให้แก่ระบอบทักษิณอีกจำนวนมาก ไม่เว้นแต่ “กองทัพ” ที่เล่นบท “เป็นกาง” (ไม่มีล นะครับ เพราะท่าน “กาง” จนไม่มีจุดยืนแล้ว) คนเหล่านี้ส่วนใหญ่คือข้าราชการในระดับ “ผู้บังคับบัญชา” ที่เชื่อกันว่า “ได้ดิบได้ดี” เพราะการสนับสนุนของนักการเมืองในระบอบทักษิณ ในขณะที่ข้าราชการในระดับ “ผู้ใต้บังคับบัญชา” จำนวนมากอยู่ในภาวะ “พะอืดพะอม” ไม่กล้าที่จะแสดงความรู้สึกออกมา
คาดหวังว่าจะ “กล้า” มากขึ้นในปีใหม่นี้
ทิศทางของประเทศไทยใน พ.ศ. 2557 คงจะเป็นไปใน 3 แนวทาง ดังนี้
หนึ่ง เป็นไปได้ว่าความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลเถื่อนร่วมกับกองกำลังเนรคุณจะ “ยกระดับ” การปราบปรามประชาชน โดยกล่าวหาว่าประชาชนใช้ความรุนแรงก่อน เพื่อดึงดันให้มีการเลือกตั้งให้ได้ และจัดตั้งรัฐบาลสืบทอดระบอบทักษิณให้คงอยู่ในประเทศนี้ต่อไป
หรือสอง มวลมหาประชาชนอาจได้รับชัยชนะ นายกฯ และรัฐบาลเถื่อนนี้ออกไป (น่าจะถูกเชิญออกไปมากกว่าที่จะออกไปเอง) ประเทศไทยก็จะเข้าโหมด “ปฏิรูป” ซึ่งต้องฝากความหวังกับ กปปส.ว่าจะสร้างระบอบใหม่ที่ “คุณธรรมนำการเมือง” ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
หรือสาม ไม่มีการเลือกตั้ง เพราะ กกต.ทำหน้าที่ไม่ได้ และรัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหน้าที่จัดการเลือกตั้งเป็นของ กกต.เท่านั้น เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งก็จะเปิดโอกาสให้มีการใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งรัฐบาลของประชาชนขึ้นมาแล้วปฏิรูปประเทศในทันที
โดยหวังว่าจะไม่มีอัศวินถั่งเช่ามาฉวยโอกาส
ผู้เขียนเชื่อโดยส่วนตัวว่า แนวทางที่สามนี่แหละที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ หนึ่ง สังคมไทยต่อต้านความรุนแรง เพราะจากประสบการณ์ของความรุนแรงที่ไม่ประสบผลสำเร็จที่ผ่านมาในปี 2552 และ 2553 ได้ทำให้การชุมนุมของมวลมหาประชาชนตั้งอยู่ในแนว “สงบ สันติ และอหิงสา” ซึ่งในการชุมนุมขณะนี้ถ้าฝ่ายใดใช้ความรุนแรงก็จะถูกประณามอย่างหนัก อย่างที่กองกำลังของรัฐบาลได้กระทำกับผู้ชุมนุมนั้น
สอง ด้วย “กระแส” ของสังคมที่เชื่อได้ว่าไม่เอาระบอบทักษิณและรัฐบาลชุดนี้แล้ว พร้อมกับความต้องการในการปฏิรูปประเทศที่ “ท่วมท้น” อยู่ในทุกอณู ที่น่าจะเป็น“แรงเหวี่ยง” (Momentum) อันยิ่งใหญ่และคงทน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้ในเร็วๆ วันนี้
และสาม ด้วยประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่มักจะผ่านวิกฤตต่างๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ และที่สำคัญมักจะนำไปสู่สังคมบ้านเมืองที่ “ดีขึ้น” เรื่อยๆ
โดยครั้งนี้ประชาชนจะช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์นั้นขึ้น







