ศก.-การเมืองกระหน่ำธุรกิจไทย 'สวรรค์ล่ม'
แรกเริ่มเดิมทีในปี 2556 ใครๆ ก็ว่า เศรษฐกิจไทยจะเจิดจรัสจากแผนการลงทุนของภาครัฐ
แรกเริ่มเดิมทีในปี 2556 ใครๆ ก็ว่า เศรษฐกิจไทยจะเจิดจรัสจากแผนการลงทุนของภาครัฐ ทั้งโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และจากนโยบายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมจะเดินหน้าในปี 2556 รวมถึงนโยบายจำนำข้าวที่จะช่วยเพิ่มอำนาจการซื้อให้กับเกษตรกรทั่วไทย โดยประเมินกันไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะอยู่ที่ 55.5% แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยจะยังพอเดินหน้าไป แต่เมื่อต้องเผชิญกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าครองชีพที่ปรับตัวขึ้นจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำและปัญหาภาคการส่งออกที่ไม่สามารถเดินหน้าไปตามเป้าหมายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีปัญหาคาราคาซัง ทำให้ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยก็เริ่มซวนเซ จนจีดีพีหล่นวูบมาอยู่ที่ไม่ถึง 3% ยิ่งเมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองผสมโรงในช่วงท้ายปี ทำให้ธุรกิจที่ว่าจะมีอนาคตสดใสในต้นปีจึงกลับกลายเป็น ธุรกิจสวรรค์ล่ม ด้วยประการฉะนี้
บจ.กำไรหดทำสวรรค์ล่ม
บริษัทจดทะเบียนทั้งที่อยู่ในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ฝีมือตกในปี 2556 ทำให้กำไรสุทธิเติบโตไม่ถึงเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ จึงนำไปสู่การปรับลดประมาณการในปี 2556 และต่อเนื่องถึงปี 2557 เพราะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในประเทศที่หดตัวลงแรง รวมถึงการส่งออกที่อาการหนักมีสิทธิโตติดลบได้ ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าแรงงาน
ความอ่อนแอของบริษัทจดทะเบียนเริ่มออกอาการให้เห็นตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยมีกำไรสุทธิรวม 165,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายรวม 2,602.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.14% จากงวดเดียวกันปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับผลงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี ส่งผลให้ 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 409,713 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.74% ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น(มาร์จิ้น)เท่ากับ 18.28% จาก 16.86% ในปีที่แล้ว
นักวิเคราะห์เริ่มปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ลง เช่น บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ได้ปรับลดประมาณการของบริษัทที่ครอบคลุมจำนวน 92 แห่ง คิดเป็นสัดส่วน 74% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ลงเหลือเติบโต 12% โดยมีกำไรสุทธิรวมประมาณ 6.87 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 15% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิประมาณ 6 แสนล้านบาท โดยตัวเลขกำไรดังกล่าวปรับลงสอดรับกับตัวเลขกำไรงวดไตรมาส 2 ที่ออกมาอ่อนตัวกว่าระดับปกติ เหลือ 16.2% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 19%
ภาพที่ปรากฏชัดที่สุด คือ ในไตรมาส 3 ประสิทธิภาพในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนยิ่งแย่ลงจากไตรมาส 2 เมื่อมีกำไรสุทธิ 2.03 แสนล้านบาท ลดลง 5.81% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ยอดขายรวมจะเพิ่มขึ้น 6.87% เป็น 2.78 ล้านล้านบาทก็ตาม ทำให้ผลงานรวม 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 6.09 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.98% และมียอดขายรวม 8.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.27% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ยอดขายรวมที่ยังเติบโตได้ดีในไตรมาสที่ 3 มาจากหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูป โภค หมวดพาณิชย์ หมวดธนาคาร หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และหมวดวัสดุก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตในอัตราที่ชะลอลงจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนและภาครัฐที่หดตัว รวมถึงภาคการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทำให้รายได้ของหมวดธนาคารพาณิชย์ หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภค เริ่มมีสัญญาณการเติบโตที่ชะลอลง
ด้านประสิทธิภาพในการทำกำไรเปรียบเทียบไตรมาส 3 ปีที่แล้ว อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ส่วนอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 8.29% เป็น 7.31% เนื่องจากการแข่งขันที่สูงรวมถึงการบริโภคและการลงทุนในประเทศหดตัว
ส่วนความต้องการสินค้าและบริการจากต่างประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ และมีความเปราะบางสูง ทำให้การปรับราคาสินค้าทำได้ยาก ถึงแม้ว่าต้นทุนสินค้าและบริการจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทที่ผันผวน ภาระดอก เบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นและการมีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำกำไรของ บจ.ไตรมาสนี้เปรียบเทียบกับช่วงเดียว กันของปีก่อนลดลง
สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ลดลงเหลือ 14% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวเกือบ 20% ส่วนปี 2557 คาดว่าจะเติบโตเพียง 13%
สาเหตุที่ต้องลดเป้าหมายกำไรของ บจ.ในปีนี้ เนื่องจากกำไรสุทธิโดยรวมไตรมาส 3 ลดลง 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 23% จากไตรมาส 2 และประเมินว่าไตรมาส 4 ยังคงมีความเสี่ยงที่จะต่ำกว่าประมาณการได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ
“ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชะลอตัวมาแล้ว 7 เดือน หากความไม่แน่นอนทางการเมืองยังดำเนินต่อไป จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ” สุกิจ กล่าว
สำหรับกลุ่มที่คาดว่าผลการดำเนินงานจะมีแนวโน้มเติบโตดี ได้แก่ สื่อสารเหล็กอิเล็กทรอนิกส์ เช่าซื้อ (รถบรรทุก) พาณิชย์สื่อและสิ่งพิมพ์และขนส่ง
กลุ่มที่คาดว่ามีแนวโน้มชะลอตัว ได้แก่ธนาคารพาณิชย์ ปูนซีเมนต์ พลังงาน ที่อยู่อาศัย อาหาร ยานยนต์ และรับเหมาก่อสร้าง
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ประมาณการการเติบโตของกำไร บจ.ในปีหน้าที่ 19% โดยให้น้ำหนักส่งออกและการบริโภคฟื้นตัวจากปีนี้
ธุรกิจอสังหาฯ พ่ายภาระหนี้
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2556 เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่เปิดศักราชด้วยความสดใส โดยภาพรวมตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาในช่วงไตรมาสแรก เป็นช่วงที่ตลาดมีความคึกคักสูงมาก แต่พอเริ่มเข้าไตรมาส 2 เมื่อปัจจัยลบเริ่มรุมเร้าจากทั้งการเปิดตัวโครงการใหม่และการซื้อขาย เพราะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นร้อนแรง นักเก็งกำไรหุ้นที่รวยจากหุ้น นำกำไรหุ้นมาลงทุนซื้อคอนโดมิเนียม
แต่พอเริ่มเข้าช่วงไตรมาส 2 ด้วยหลายปัจจัยลบ ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ส่งผลให้ตลาดหุ้นของไทยเริ่มผันผวนอย่างรุนแรง และมีผลต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ส่งผลให้ความมั่งคั่งของกลุ่มนักเล่นหุ้นที่เคยหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดคอนโดมิเนียมหายไป ภาวะหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนบ้านที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อกำลังซื้อของภาคที่อยู่อาศัย ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ยิ่งบีบรัดให้ผู้บริโภคซื้อบ้านได้ยากขึ้น
สถานการณ์ปัจจัยลบที่รุมเร้าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายส่งสัญญาณว่ายอดขาย และรับรู้รายได้ปีนี้ อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ และยิ่งเจอปัญหาทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ทำให้ความหวังที่จะกู้ยอดให้ฟื้นขึ้นมาในช่วงไตรมาส 4 พังทลายลง ดังนั้นจากที่คาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 57% ท้ายที่สุดคงเติบโตได้เพียง 35%
ปัจจัยลบฉุดค้าปลีกพลาดเป้า
จากแนวโน้มของดัชนีผู้ค้าปลีกไทยที่เริ่มแผ่วลงนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จากปัจจัยลบในด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัญหาหนี้สิ้นครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ผนวกกับสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความตึงเครียด จึงทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมค้าปลีกต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้
บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโตเพียง 9% ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะเติบโตที่ประมาณ 12% เนื่องจากผู้บริโภคทุกระดับชะลอการจับจ่ายใช้สอย
ทั้งนี้ แม้ว่าจะเร่งยอดขายด้วยการจัดกิจกรรมการตลาด การทำโปรโมชั่นต่างๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี แต่ถึงอย่างไรภาพรวมของอุตสาห กรรมค้าปลีกในปีนี้ยังคงมีอัตราการเติบ โตได้เพียง 9% เท่านั้น
ค่ายรถยนต์ปรับเป้าขายระนาว
ในปี 2556 คาดการณ์กันว่า ตลาดรถยนต์จะยังได้รับอานิสงส์มาจากการส่งมอบรถจากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกที่ต่อเนื่องมาจากปี 2555 แต่สถานการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะยังไม่ทันพ้นไตรมาสแรกของปี 2556 ยอดค้างส่งมอบก็ทยอยหายไปจากการทิ้งใบจองรวมถึงการเลื่อนระยะเวลาการรับมอบรถยนต์ออกไปไม่มีกำหนด
จากปัจจัยต่างๆ อาทิ ความไม่พร้อมทางการเงิน ความไม่พร้อมทางสัญญา เป็นต้น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องดิ้นรนหากลุ่มลูกค้าใหม่เข้ามาทดแทนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และแม้ว่าจะอัดโปรโมชั่นกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยอดขายรถต่อเดือนก็ยังหดตัวลงจากระดับ 1 แสนคันต่อเดือน ลดลงเหลือ 9 หมื่นคันต่อเดือน และลงมาทรงตัวเหลือระดับ 88.5 หมื่นคันต่อเดือน ทำให้แทบทุกบริษัทต้องทำใจยอมรับปรับลดการขายลงในช่วงปลายปี จึงถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ “สวรรค์ล่ม” ไปไม่ถึงฝั่งฝันที่ตั้งใจ







