
ปฏิรูปสื่อ
วันที่ 26-27 ธ.ค.นี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ จำนวน 24 ช่อง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งของวงการโทรทัศน์ไทย จากปัจจุบันมีเพียง 6 ช่อง
วันที่ 26-27 ธ.ค.นี้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะจัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ จำนวน 24 ช่อง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งของวงการโทรทัศน์ไทย จากปัจจุบันมีเพียง 6 ช่อง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แม้จะยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปสื่อตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการกระจายความเป็นเจ้าของจากเดิมที่สื่อถูกผูกขาดอยู่กับหน่วยงานของรัฐ แต่ 24 ช่องที่เพิ่มขึ้นในทางกายภาพเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนสำหรับรับชมรายการโทรทัศน์ในระดับชาติ ไม่นับรวมทีวีดาวเทียมอีกเป็นร้อยที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด
อย่างไรก็ตาม ปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ การมีทีวีระดับชาติเพิ่มขึ้นอีก 24 ช่อง ซึ่งแบ่งได้ตามเนื้อหาเป็นช่องทั่วไปแบบคมชัดสูง (เอชดี) 7 ช่อง ช่องทั่วไป แบบปกติ 7 ช่อง ช่องข่าว 7 ช่อง และช่องเด็กอีก 3 ช่อง ทำอย่างไรให้ทีวีอีก 24 ช่องใหม่นี้สามารถปฏิวัติการนำเสนอให้แตกต่างจากฟรีทีวี 6 ช่องเดิมที่มักถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวสาร ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อ คือ การมีสื่อที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐ ที่ต้องทำหน้าที่สนองตอบต่อรัฐ ซึ่งไม่ได้หมายถึงรัฐบาล แต่เป็น รัฐ ที่ประกอบด้วยประเทศ ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง ซึ่งถึงวันนี้เรายังไม่สามารถปฏิรูปสื่อของรัฐได้ ไม่ต้องพูดถึงสื่อของเอกชนที่ยังคงอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน
คณะกรรมการ กสทช. ควรใช้โอกาสนี้ปฏิรูปในเชิงคุณภาพของสื่อด้วย โดยการสนับสนุนและส่งเสริมให้สื่อได้ทำหน้าที่ภายใต้กรอบจรรยาบรรณของสื่อมวลชน ที่ต้องตอบสนองต่อประชาชนในการมีสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ตรงไปตรงมา
เราขอเสนอว่า กสทช.ควรปฏิรูปและสร้างแนวคิดใหม่ในการออกกฎ ระเบียบ การกำกับดูแลสื่อ แทนที่จะควบคุมการนำเสนอโดยอ้างเหตุผลแบบเดิมๆ เช่น เรื่องความมั่นคง แต่ กสทช.ควรสร้างกลไกแบบใหม่ที่เอื้อต่อการสร้างความรู้เท่าทันสื่อให้กับประชาชน แยกแยะสื่อแท้กับสื่อเทียม เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้ถูกล่อลวง หลงไปกับข้อมูลความเชื่อต่างๆ ที่จะสร้างความหลงผิดให้กับประชาชนทั้งสุขภาพกายและใจ นี่ถึงจะเรียกว่าได้ว่าเป็นการปฏิรูปสื่ออย่างแท้จริง







