
หัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทย
บทความนี้คงเป็นบทความส่งท้ายสำหรับปี 2556 ซึ่งผมอยากเรียกว่าเป็นปีแห่งการตื่นขึ้นของมหาประชาชนที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นไทยเฉย และอาจกลายเป็นปีที่ต้องจดจำไว้ว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจไทยอีกรอบหนึ่ง หลังวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ถ้าขาดการบริหารจัดการที่ถูกต้อง
บทความนี้คงเป็นบทความส่งท้ายสำหรับปี 2556 ซึ่งผมอยากเรียกว่าเป็นปีแห่งการตื่นขึ้นของมหาประชาชนที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นไทยเฉย และอาจกลายเป็นปีที่ต้องจดจำไว้ว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นของวิกฤตเศรษฐกิจไทยอีกรอบหนึ่ง หลังวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ถ้าขาดการบริหารจัดการที่ถูกต้อง
อย่างที่ทราบกันว่าเมื่อมาถึงปลายปีปีนี้เครื่องยนต์ทุกตัวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตได้หยุดชะงักลงทั้งด้านการส่งออก การลงทุน การบริโภค หรือแม้แต่การลงทุนภาครัฐ ทำให้มีการทบทวนตัวเลขอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าคงเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 3 จากที่ได้ตั้งเป้าไว้ประมาณร้อยละ 56 เมื่อต้นปี
ว่าไปแล้ว อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด และคงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครก็ตามที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในปีหน้า
ผมเชื่อไม่ช้าก็เร็วเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้ง เพราะผู้ประกอบการไทยมีความสามารถที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและก้าวไปข้างหน้าเมื่อภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง และความจริงแล้วผู้ประกอบการภาคเอกชนเงินกู้ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริงตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ถึงแม้ว่าระยะหลังรัฐจะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น
การที่รัฐเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงมากขึ้น ถึงจะส่งผลให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ทำให้กลไกการทำงานของระบบเศรษฐกิจถูกบิดเบือน ส่งผลกระทบถึงการลงทุน การบริโภคภาคเอกชน และทำให้ตัวเลขการส่งออกไม่ขยายตัวในระบบปานกลางหรือระยะยาว
ตัวอย่างเช่น นโยบายการรับจำนำข้าวราคาสูงกว่าราคาตลาดเกือบ 40% ทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจที่จะผลักดันปริมาณผลผลิตต่อไร่ และคุณภาพของผลผลิต ระบบการขายส่งในรูปแบบของตลาดกลางต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีเกษตรกรนำผลผลิตมาประมูลขาย เนื่องจากสามารถนำผลผลิตทั้งหมดไปขาย หรือจำนำให้กับรัฐบาลในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด การส่งออกข้าวไปขายในต่างประเทศลดลง เพราะต้นทุนข้าวสารที่จะนำไปขายต่างประเทศสูงกว่าราคาข้าวที่ประเทศคู่แข่งเสนอขาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะรัฐเชื่อว่าสามารถจะผูกขาดตลาดการค้าข้าวของโลกได้ ถ้าผูกขาดการค้าข้าวในประเทศสำเร็จ
อีกโครงการหนึ่งที่รัฐเข้าไปแทรกแซงระบบการค้าแล้วส่งผลดีในระยะสั้น แต่สร้างปัญหาในระยะยาว คือ โครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งทำให้ยอดการจำหน่ายรถเพิ่มขึ้นปีเดียวนับล้านคน แต่หลังจากนั้นกำลังซื้อของประชาชนที่ไปก่อหนี้เพื่อเช่าซื้อรถคันแรกก็ดับวูบลง เพราะรายได้ส่วนหนึ่งถูกนำไปผ่อนค่างวดรถยนต์ที่ซื้อมาเพราะอยากได้ส่วนลดภาษีสรรพสามิต 2 แสนบาท ที่รัฐคืนให้ทั้งๆ ที่ไม่พร้อมที่จะลงทุนซื้อรถยนต์มาใช้
ผมเองเคยคิดว่าโครงการนี้น่าจะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในเมืองไทยร่ำรวยมหาศาล แต่วันหนึ่งมีโอกาสคุยกับผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่รายหนึ่ง จึงทราบว่าเขาเองก็มีปัญหา เพราะช่วงแรกของโครงการเขาจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มไลน์การผลิตเป็นเงินไม่ใช่น้อย แต่พอไฟไหม้ฟางดับประสิทธิภาพในการผลิตรวมก็ลดลง เพราะใช้เครื่องจักรที่ลงทุนไว้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และเงินทุนส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนที่ได้มาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน มีภาระที่จะต้องชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ทำให้ประดักประเดิดมาจนถึงทุกวันนี้ว่าทำอย่างไรถึงจะอยู่รอดมีเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้สถาบันการเงิน
ยังดีนะครับว่า บางโครงการที่รัฐบาลไหนก็รัฐบาลนั้นชอบงัดออกมาใช้ เช่น โครงการธงฟ้าราคาถูก เอาเข้าจริงๆ ก็เป็นโครงการประเภทโครงการตัวอย่างหรือนิทรรศการขายของถูก ไม่ได้แพร่หลายเข้าถึงผู้บริโภคจริงๆ จังๆ และโครงการร้านค้าปลีกด้วยของทางราชการที่เรียกว่าโครงการโชว์สวย ตอนนี้ก็หายๆ ไปแล้วจากใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปหลายพันล้านบาท ไม่ได้ติดตลาดเหมือนร้านค้าปลีกของเอกชนรายใหญ่ มิฉะนั้นคงเข้ามาเร่งเวลาตายของร้านโชว์ห่วยตัวจริงให้เร็วขึ้น เพราะคุณลุง คุณป้า อาเจ็ก อาแปะ ที่เป็นเจ้าของร้ายโชห่วยจะอยู่ได้อย่างไร ถูกบีบรอบด้านโดยร้านค้าปลีกรายใหญ่ทั้งไทยและเทศ ร้านหรือรถธงฟ้า และร้านค้าปลีกของเล่นของรัฐมนตรี
ด้านรัฐบาลนั้น การที่รัฐบาลพยายามใช้เทคนิคทุกอย่างในรัฐสภาผลักดันอภิมหาโครงการเงินกู้ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเงินกู้เพื่อบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการเงินกู้เพื่อลงทุนด้านการขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท แทนที่จะกู้เงินตามวิธีปกติ คือกู้ผ่านระบบงบประมาณ ทำให้โครงการทั้งสองไม่สามารถผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย ไม่สามารถนำเงินมาลงทุนได้ตามแผนงาน ซึ่งคงโทษใครไม่ได้นอกจากโทษรัฐบาล เพราะการไม่ทำตามขั้นตอนและการพยายามผ่านกฎหมายอย่างเร่งรีบ ทำให้กฎหมายเงินกู้ที่พยายามผลักดันจนผ่านรัฐบาล สภามีข้อบกพร่องมากมายทั้งในสาระและกระบวนการผ่านกฎหมาย ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่ในสภา สามารถที่จะผ่านกฎหมายเงินกู้ทั้งสองฉบับได้ไม่ยากตามระบบเงินกู้ในงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบรวบลัดผ่านกฎหมายจนถูกต่อต้านไปทั้งสิบทิศอย่างที่ได้เกิดขึ้นในปีนี้
จริงๆ น่าเสียดายที่โครงการดีๆ บางโครงการซึ่งไม่มีใครคัดค้าน เช่น โครงการรถไฟรางคู่พลอยฟ้าพลอยฝนถูกชะลอไปด้วย ซึ่งถ้ารัฐบาลยอมขาดดุลงบประมาณเพิ่มขั้นตอนตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำ เพื่อทำโครงการนี้โครงการเดียว ผมเชื่อว่าป่านนี้คงสามารถเริ่มดำเนินโครงการไปแล้ว
ผมอยากเห็นว่าในปีใหม่ที่จะมาถึงรัฐบาลจะรีบแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องต่างๆ ในการบริหารเศรษฐกิจที่พูดเสียโดยไม่ถือทิฐิ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้า ไม่สร้างอุปสรรคในการลงทุนหรือดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน เช่น ปรับปรุงโครงการรับจำนำข้าวให้เป็นการรับจำนำข้าวในราคาตลาด เพื่อพยุงราคาข้าวไม่ให้ชาวนาถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ อย่าพยายามผูกขาดตลาดข้าวด้วยการเข้าไปรับซื้อข้าวในราคาสูงกว่าตลาด โดยอ้างว่าเป็นการรับจำนำ อย่าออกโครงการประเภทไฟไหม้ฟางได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วครั้งชั่วคราว แต่บั่นทอนศักยภาพหรือประสิทธิภาพของภาคธุรกิจในระยะปานกลางหรือระยะยาว เช่น โครงการรถยนต์คันแรกอีก เพราะผลได้ไม่คุ้มผลเสีย
ร่วมศึกษาจุดอ่อนของภาคอุตสาหกรรมไทยกับภาคเอกชนและเข้าไปแก้ไขที่สาเหตุ แต่ไม่ใช่โดยการให้เงินสนับสนุน เช่น อุตสาหกรรมการผลิตดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งกำลังจะพ้นยุคพ้นสมัย เพราะเทคโนโลยีและยอดการส่งออกกำลังลดลง เลิกการเข้าไปส่งเสริมหรือส่งผลรวมในธุรกิจที่เอกชนทำดีอยู่แล้วเพื่อเป็นฮับอะไรต่อมิอะไรตามแฟชั่น เพราะการเข้าไปส่งเสริมโดยมาตรการภาษีหรือเงินอุดหนุนแต่ผู้ผลิตรายใหม่หรือผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพนั้น ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่เป็นผู้บุกเบิกหรือผู้ประกอบการที่มีการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจของตนเองด้วยน้ำพักน้ำแรง
ทั้งหมดนี้ เพราะผมเชื่อว่าหนทางที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง คือ การเปิดโอกาสให้ตลาดเสรีทำงานอย่างเสรีจริงๆ โดยรัฐมีหน้าที่เพียงเข้าไปกำกับดูแลให้การแข่งขันมีความเป็นธรรมและโปร่งใส รัฐควรเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่จำเป็นและไม่บิดเบือนกลไกตลาดอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วเท่านั้น







